» สมัยอาจารย์ทิม
  - เหรียญ
 
» สมัยพระไฟศาลสิริวัฒน์
  - เหรียญ
 
» สมัยปัจจุบัน
  - เหรียญ
อ่านต่อ »
 
พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@watchanghai.com
ศึกษาดูงานที่มาเลเซีย
โดย พระครูศรีจริยาภรณ์ (พระมหาชรัช อุชุจาโร) 04 กุมภาพันธ์ 2551 16:02 น.
 
มูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง ของ ดร.รุ่ง แก้วแดง คนลำพะยา ยะลา ได้จัดโครงการที่มีชื่อว่า”โครงการพัฒนาผู้นำชุมชนเพื่อสันติสุข ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งได้กำหนดการศึกษาดูงานประเทศมาเลเซีย ในรุ่นที่ ๒ ในช่วงวันที่ ๑๙ – ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑ โดยได้อาศัยกองทุนรัฐบาลแคนนาดาสนับสนุนงบประมาณ

         มีผู้เข้าร่วมในรุ่นนี้จำนวน  ๓๗ คน ประกอบด้วย พระสงฆ์ ๒ รูปคือตัวผู้เขียนเอง(พระครูศรีจริยาภรณ์ ซึ่งก็คือ พระมหาชรัช อุชุจาโร นั่นแหละ เพิ่งได้รับสมณศักดิ์ใหม่เมื่อ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐)และพระมหาสุรินทร์ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอสายบุรี วัดจุฬามณี สายบุรี และมีโต๊ะอีหม่ามจากจังหวัดปัตตานี ยะลานราธิวาส หัวหน้าส่วนงานราชการ หัวหน้าส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนต่างๆในเขตพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้
          การเดินทางในครั้งนี้ วันแรกคือ ๑๙ มค.นั้นไปร่วมฟังการชี้แจงวัตถุประสงค์และสัมมนาที่ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ พอเช้าก็ออกเดินทางไปมาเลเซียในฝั่งรัฐเกดะห์

รัฐเกดะห์ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
         เกดะห์ (Kedah) หรือ ไทรบุรี (อักษรยาวี:قدح) มีชื่อเฉลิมเมืองเป็นภาษาอาหรับว่า ดารุลอะมาน ("ถิ่นที่อยู่แห่งสันติภาพ") เป็นรัฐหนึ่ง

รัฐเกดะห์

Kedah Darul Aman
قدح دارالأمان

Kedah_Flag.jpg Kedah_Coat_of_Arms.jpg
ธงประจำรัฐ             ตราประจำรัฐ
คำขวัญประจำรัฐ: ไม่มี
เพลงประจำรัฐ: อัลลอห์ เซอลามัตกัน สุลต่าน มะห์โกตา
(Allah Selamatkan Sultan Mahkota)
MalaysiaKedah.png
เมืองหลวง อลอร์สตาร์
เมืองเจ้าผู้ครอง อานะบูกิต
เจ้าผู้ครองรัฐ สุลต่าน มุซตาซีมู บิลลาฮฺ มูฮิบบุดฎิน ตวนกูอัลฮาจ อับดุล ฮาลิม มูวัดซัม ชาห์อิบนี อัลมาร์ฮูม สุลต่าน บาดิร ชาห์
มุขมนตรี ดะโต๊ะ ฮัจญี มะห์ซีร์ บิน คาลิด
พื้นที่ 9,426 ตร. กม.
ประชากร
- พ.ศ. 2546
- ความหนาแน่น

1,778,188 คน
188.7 คน / ตร. กม.
HDI (2543) 0.735 - ปานกลาง
เว็บไซต์ http://www.kedah.gov.my
ในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยุ่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย รัฐเกดะห์ครอบคลุมขนาดเนื้อที่ 9,425 ตารางกิโลเมตร และประกอบด้วยพื้นที่ราบสำหรับปลูกข้าว รวมทั้งเกาะลังกาวี
เมืองหลวงของรัฐและเมืองของเจ้าผู้ครองคือ อลอร์สตาร์ เมืองหลัก ๆ เมืองอื่นได้แก่ สุไหงปัตตานี (Sungai Petani) และกูลิม (Kulim) บนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งกูวะห์ (Kuah) บนเกาะลังกาวี

ประวัติศาสตร์
         เกดะห์เป็นนครรัฐที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จากหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่บริเวณหุบเขาบุจิง ซึ่งเป็นร่องรอยการตั้งอยู่ของอาณาจักรฮินดู-พุทธ ในสมัยศตวรรษที่ 4 อาณาจักรแห่งนี้ถือว่าเป็นอารยธรรมที่เก่ามากบนพื้นแผ่นดินมาเลเชีย และมีการสืบเชื้อสายปกครองดินแดนในแถบนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยของ กษัตริย์ชื่อ หิกายัต มิรง มหาวังสา ซึ่งพระองค์นับถือศาสนาอินดู โดยราชวงศ์ของพระองค์ ปกครองเกดะห์เรื่องมาจนถึงกษัตริย์องค์ที่ 9 พระองค์มหาวังสา เกดะห์มีการติดต่อค้าขายกับอาหรับจนรับเอาอารยธรรมและศาสนาของชาวอาหรับเข้ามายึดถือ พระองค์มหาวังสา หันมานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนชื่อเป็น สุลต่าน มุดซาฟา ซาห์ ในปี พ.ศ. 1679(ค.ศ. 1136)
         ในศตวรรษที่ 7-8 (ประมาณช่วง พ.ศ.๑๑๐๐) เกดะห์ถูกปกครองโดยอาณาจักรศรีวิชัย ต่อจากนั้นเกดะห์ก็ตกอยู่ในอำนาจของสยาม จนกระทั้งมีการเกิดของอาณาจักรมะละกา ทางตอนใต้ เกดะห์จึงตกอยู่กับมะละกา จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 อาเจะห์ก็เข้าโจมตีเกดะห์ หลังจากศตวรรษที่ 18 เกดะห์ก็อยู่ภายใต้อำนาจของสยามมาตลอด ด้วยความหวังที่ให้อังกฤษปกป้องเกดะห์จากสยาม เกดะห์จึงยกปีนังให้กับอังกฤษแต่อังกฤษสนใจเฉพาะการค้าเท่านั้นไม่มีนโยบายยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสยาม เกดะห์จึงอยู่ในการปกครองของสยามต่อไป จนกระทั้งสยามส่งมอบเกดะห์ให้กับอังกฤษตามสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452

การแบ่งเขตการปกครอง
          รัฐเกดะห์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 เขต ได้แก่ บาลิง บันดาร์บาฮารู โกตาซตาร์ กัวลามูดา กูบังปาซู กูลิม ลังกาวี ปาดังตรัป เปินดัง ซิก์ และยัน

ประชากร
         ประชากรในรัฐเกดะห์ตามกลุ่มชาติพันธุ์ในปี พ.ศ. 2546 ได้แก่ ชาวมาเลย์ (1,336,352 คน) ชาวจีน (252,987 คน) ชาวอินเดีย (122,911 คน) ไร้สัญชาติ (35,293 คน) และอื่น ๆ (27,532 คน)

การคมนาคมขนส่ง
         รัฐเกดะห์มีเครือข่ายทางหลวงเชื่อมต่ออย่างดี ดังนั้นจึงสะดวกและง่ายที่นักท่องเที่ยวจะเข้าไปถึง ทางด่วนเส้นเหนือ-ใต้ก็ตัดผ่านรัฐเกดะห์ จึงทำให้ย่นระยะเวลาการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังอลอร์สตาร์ให้เหลือเพียง 5 ชั่วโมง ในทางเดียวกันรถไฟเกเรอตัปปีตานะห์มลายู (Keretappi Tanah Melayu) ก็เปิดให้บริการทุกวันจากเมืองหลัก ๆ ของมาเลเซียไปยังเมืองอลอร์สตาร์ และเมืองอื่น ๆ
         สายการบินแห่งชาติ (สายการบินมาเลเซีย) ก็มีเที่ยวบิน 3 เที่ยวต่อวันไปยังอลอร์สตาร์จากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ สายการบินแอร์เอเชียเป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินสองเที่ยวต่อวันไปอลอร์สตาร์ และยังออกจากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์เช่นกัน
         อย่างไรก็ตาม ยังมีบริการเรือเฟอรี่ที่ออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมงจากเกาะลังกาวีไปยังกัวลาเกดะห์ ตั้งแต่ 7.00 ถึง 19.00 ทุกวันอีกด้วย
         การคมนาคมขนส่งอื่น ๆ ก็มีรถโค้ชปรับอากาศและรถลีมูซีนทางไกลหรือแม้กระทั่งรถแท็กซี่ ก็ทำให้ได้บรรยากาศที่สดชื่นไปอีกแบบ

สถานที่น่าสนใจ

๑.วัดจันดี บูกิต บาตู ปาฮัต (วัดเขาหินสลัก) 
         ภายในวัดนี้มีจารึกภาษาสันสกฤต เครื่องกระเบื้องจีน ลูกปัดอินเดีย และเครื่องแก้วจากตะวันออกกลาง

๒.Padi Museum (พิพิธภัณฑ์ข้าว)  
         แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมล่าสุดของนักท่องเที่ยวที่มีการจัดแสดงลักษณะที่แตกต่างกันออกไปของการเก็บเกี่ยวแบบ padi ตั้งแต่อดีตมา รวมไปถึงการจัดแสดงพันธุ์ข้าวจากทั่วโลก พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่ Gunung Keriang (กูนุง เกอเรียง), ประมาณ 8 กิโลเมตรจาก อลอสตาร์ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับกรรมวิธีดั้งเดิมของการใช้อุปกรณ์การปลูกข้าวและพัฒนาการของเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวต่าง ๆ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

๓.อลอร์สตาร์ทาวเวอร์  
         เป็นสถานที่ที่นิยมสำหรับชมทิวทัศน์รอบเมืองอลอร์สตาร์ ที่ความสูง 170 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตึกโทรคมนาคมสื่อสารที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 19 ของโลกแห่งนี้ยังต้อนรับลูกค้าขาจรหรือลูกค้าบริษัทสำหรับการประชุมและสัมนาที่จะเข้ามารับประทานอาหารในภัตาคารหมุน Seri Melayu (เซอรี มลายู) แห่งนี้อีกด้วย

๔.โกตากัวลาเกดะห์  
         ซากปรักหักพังของป้อมปราการที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้นั้นตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำเกดะห์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยช่างก่ออิฐชาวอินเดียในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ด้วยความช่วยเหลือจากโปรตุเกสเพื่อเป็นป้องกันศัตรูของรัฐเกดะห์ ทุกวันนี้ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักกันดีในท่ามกลางหมู่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นว่ามีอาหารทะเลที่รสชาติเยี่ยมอีกด้วย

๕.บ้านเกิดอดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ มูฮัมหมัด  
         สถานที่เกิดของนายกรัฐมนตรีผู้เรืองอำนาจและมีชื่อเสียงระดับโลก – Tun Dr. Mahathir Mohamad สร้างขึ้นในปี 1900 มีการจัดแสดงจากช่วงเวลาที่ท่านยังเป็นเด็กจนเข้าโรงเรียนและจนถึงเวลาที่ท่านเป็นแพทย์
ตลาดวันพุธ  Pekan Rabu หรือตลาดวันพุธสร้างขึ้นในปี 1967 มีความเชื่อกันว่าตลาด แห่งนี้นั้นเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกที่รวมสินค้าที่จำเป็นประจำวันเอาไว้ เช่น อาหารพื้นเมืองมาเลย์, ยาพื้นบ้าน, หัตถกรรมและเสื้อผ้าภายในสถานที่แห่งนี้

๖.Rich Multi-Faceted Legacy  
         ด้วยคุณค่าแห่งการวิจัยและการค้นพบทางประวัติศาสตร์ ทำให้รัฐเคด้าห์ เป็นรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมหลักสายหนึ่งที่ทอดผ่านคาบสมุทรในเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่สายตะวันออก-ตะวันตก รัฐเกดะห์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองสำหรับการตั้งถิ่นฐานและการค้าในอดีต

๗.Bujang Valley (หุบเขาบูจัง)  
          หุบเขาบูจัง เป็นอาณาจักรเก่าที่มีเวลาย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 4 ตั้งอยู่เชิงเขากูนุง เจอรัย ประมาณ 35 นาทีจากอลอสตาร์ ที่นี่จัดว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมก่อนอิสลามของเกดะห์ มรดกที่ยังหลงเหลือของยุคสมัยที่เรืองวัฒนธรรมของพุทธ-ฮินดู ทุกวันนี้ถูกแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณ์โบราณสถานเลิมบะ บูจังที่ บูกิต บารู ปาฮัท. เจดีย์มากกว่า 50 เจดีย์ถูกขุดขึ้นมาและอีกมากมายถูกสร้างขึ้นหลังยุคเรืองอำนาจของอารยธรรมบูจัง (จากสารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย)

          เมื่อทราบข้อมูลของเกดะห์คร่าวๆแล้วคราวนี้มาดูจุดแรกที่ไปสัมผัสก็คือ ชุมชนชาวพุทธซึ่งเรียกตัวเองว่า ชาวไทย หรือชาวมาเลเซียเรียกว่า ชาวเซียมที่บ้านปลายละไมล์ วัดปลายละไมล์ เราได้ไปสัมผัสสอบถามข้อมูลบางอย่างในเชิงลึกก็ได้ทราบอะไรหลายๆอย่างแต่ไม่ขอนำมาเสนอในบทความนี้ จะขอเล่าถึงชาวเซียมให้ฟังพอสังเขปว่า 

          “ชาวเซียม ที่อาศัยอยู่ในสามรัฐทางภาคเหนือของมาเลเซีย ได้แก่รัฐเกดะห์ รัฐกลันตันและปะลิส เป็นเวลายาวนาน จนได้รับรองสถานะเทียบเท่าชาวมาเลย์ แต่ชนชาวเซียม จะแสดงถึงความเป็นเซียม คือความเป็นพุทธเถรวาท ซึ่งมีพิธีกรรมและสถาปัตยกรรมทางศาสนาเหมือนกันกับชาวพุทธในประเทศไทย โดยมีชาวจีนให้ความอุปถัมภ์วัดทางการเงิน และช่วยเหลืองานต่างๆช่วงเทศกาลงานบุญ แต่ชาวไทยพุทธมีบทบาทในการmalasia-1.gifดูแลศาสนามากกว่าเช่น การบวชของชาวเซียมจะยาวนานกว่าชาวจีน จนสามารถแยกได้ว่า กลุ่มใดเป็นกลุ่มชาวเซียม และชาวจีนในมาเลเซีย ส่วนวัดวาอารามของชาวเซียมจะอยู่แถบชนบท มีสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย พิธีกรรมเป็นแบบชาวไทยคือเน้นการทำบุญเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะบริจาคให้วัดจะเป็นชาวจีนโดยมาก ดังนั้นวัดไทยหลายๆวัดที่มีชาวจีนอุปถัมภ์จะมีรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิม หรือเทพเจ้าจีนไว้เพื่อยึดเหนี่ยวศรัทธาของชาวจีน ในแต่ละชุมชน จะมีสำนักสงฆ์ไว้เพื่อให้เป็นที่พำนักของพระสงฆ์ ที่หมุนเวียนกันมาจำพรรษาโปรดญาติโยม แต่ที่วัดใหญ่จะมีพระสงฆ์ไม่ต่ำกว่า ๕ รูป โดยพระสงฆ์ที่บวชนานๆและพระสงฆ์ที่บวชระยะสั้นๆอยู่จำพรรษาในวัดนั้นๆ ชาวจีนส่วนมากจะให้ความนับถือพระที่เก่งทางไสยศาสตร์และสมุนไพร บางครั้งก็นิมนต์ไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านของตน”(จาก สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย)  

          นี้เป็นลักษณะทั่วไปในภาพรวมของชาวเซียมที่ได้ข้อมูลมาจากสารนุกรมเสรีวิกิพีเดีย  หลังจากที่เราได้พูดคุยซักถามได้ข้อมูลพอสมควรก็ออกเดินทางต่อไปเพื่อทานอาหารเที่ยงในภัตตาคาร เป็นภัตตาคารจีนที่มีคนจีนเป็นเจ้าของ  ทานอาหารเที่ยงเสร็จก็มุ่งหน้าไปชมพิพิธภัณฑ์ข้าวที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า  มิวเซียมปาดี ซึ่งเขียนเป็นภาษามาเลย์อักษรอังกฤษดังนี้ MUZIUM PADI      หรือจะมีใครถามว่าจะไปดูทำไม  บ้านเราก็มีข้าว? จริงๆก็ไม่น่าดูหรอกเพราะบ้านเราก็มีเรื่องข้าวๆเราก็ปลูกเต็มไปหมด แต่เมื่อโครงการเขาระบุให้เป็นจุดศึกษาดูงานเราก็ต้องเข้าไปดูตามกำหนดการ

          รับบัตรเข้าชมจากโครงการฯแล้วจุดแรกที่เราถูกต้อนให้เข้าไปดูก็คือชั้น ๓ ของตัวอาคาร อ้อลืมบอกไปตัวอาคารทำเป็นคล้ายๆรูปกะติบข้าวอีสานเป็นทรงหลังคาครอบบนประมาณ ๓-๔ หลังเห็นเด่นชัด ตัวกะติบกลางใหญ่เป็นตัวอาคารที่แสดงพิพิธภัณฑ์มี ๓ ชั้นอย่างที่ว่าถูกเขาต้อนให้ขึ้นก่อนเพื่อน ผู้เขียนก็ทำใจสู้รีบจ้ำอ้าวนำหน้าใครอื่นเป็นคนแรกยื่นบัตรเข้าประตู แล้วเดินไปตามทางแคบๆที่สวนกันได้แค่สองคน เดินขึ้นไปเรื่อยๆในลักษณะวนขึ้น พอโผล่พ้นทางขึ้นมาเห็นวิวสลัวๆรอบด้านเป็นบรรยากาศทิวทัศน์ที่เห็นทั้งท้องทุ่ง ภูเขากิจกรรมต่างๆที่เป็นวิถีชีวิตในทุ่งนา เข้าใจว่าเรากำลังโผล่ขึ้นมาอยู่บนยอดเขาที่สูงสุดในบริเวณนี้แล้วมองออกไปรอบด้านทั้งข้างบน ข้างล่างและรอบๆที่เห็นสถานที่ต่างๆ เปิดโลกที่กว้างไกลสุดสายตา แต่ภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นคือภาพวาด เรียกว่าเป็นภาพ พาโนราม่าที่เป็นภาพวาดที่malasia-2.gifเหมือนจริงที่สุด พูดอย่างนี้คงไม่เข้าใจ จะขออธิบายเพิ่มเติมว่า เหมือนกับเราขึ้นไปยืนบนยอดเขาหรือคอหอยและมองไปรอบๆหรือมองลงมาจากยอดเขาหรือคอหอยเราก็จะเห็นทิวทัศน์ต่างๆทั่วบริเวณได้กว้างไกลจนสุดสายตา ภาษาชาวบ้านเขาว่าจนสุดลูกหูลูกตานั่นแหละ ดังนั้นภาพที่เราเห็นทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ชั้นที่ ๓ ก็คือภาพวาดเหมือนจริงที่มีบรรยากาศทั้ง ๓ ฤดูกาล มีฤดูปลูกข้าว เก็บเกี่ยวข้าวและฤดูฝนที่มีสายรุ้งทอดยาวสวยงามตาทีเดียว  ถือว่านี่คือจุดสุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ดึงดูดความคิดให้ล่องลอยไปกับภาพบรรยากาศรอบๆตัวที่เหมือนขึ้นไปยืนบนยอดเขายังไงก็ยังงั้นเลยทีเดียว  พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่ กูนุง เดอเรียง หรือภูเขาไม้หว้า ห่างจากเมืองหลวงของรัฐเคดะห์ที่ชื่อว่า อลอร์สตาร์ประมาณ ๘ กิโลเมตร  ได้เข้าไปชมแล้วผู้เขียนประทับใจมากจนต้องกระซิบเตือนตัวเองว่าทีหลังอย่าติอะไรก่อนที่เราจะเห็นหรือรู้จัก เพราะยังไม่เห็นก็อย่าริดูหมิ่นดูแคลนเสียก่อนละ คราวหลังจำไว้อย่าทำและอย่าคิดอีกนะ  จริงๆที่คิดนะก็เพราะตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ  แต่มัน่าสนใจจริงก็ภาพพาโนราม่านี่แหละ

          เอาละคราวนี้ชมชั้น ๓ เสร็จก็เดินลงมาชั้น ๒ วนเวียนอยู่ครู่ใหญ่ สิ่งที่ต้องชื่นชมก็คือภาพวาดประกอบตามมุมอาคารที่มีชีวิตชีวามากแสดงถึงฝีมือของช่างวาดที่ยอดเยี่ยมจริงๆต้องยกหัวแม่โป้งให้ว่า เยี่ยมๆ   ในส่วนของการจัดรูปแบบที่บอกว่าพิพิธภัณฑ์ข้าวนั้นนะหรือ เขาก็จัดแบบธรรมด๊าธรรมดาจริงๆก็คือนำผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวมาจัดโชว์ในตู้กระจกขนาดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๑ เมตร(กะเอานะ) สูงจากพื้นก็ระดับอกหรือต่ำกว่านิดหน่อยเวลาดูก็จะต้องก้มมองนิดๆหน่อยๆ มีป้ายสวยงามบอกให้ทราบว่า อะไรเป็นอะไร  นี่คือสิ่งที่แสดงไว้บนชั้น ๒ ไปเจอกข้อความอันหนึ่งที่สะกิดใจก็คือ ในตู้ที่แสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวในถุงห่อที่เป็นเส้นขาวๆ เขียนเป็นภาษาอังกฤษมาเลย์ว่า BIHUN อ่านว่า บิหุน ดูในถุงก็ถึงกับจะร้องจ๊ากใหญ่เลยทีเดียวว่า เอ้าก็นี่มันเส้นเล็กนี่(หว่า)ที่คนบ้านเรา(ผู้เขียน คนใต้พื้นเมือง)เรียกว่า เส้นบี้หุนนี่เอง  ก็สรุปว่าก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กนั้นก็ชื่อบีหุนที่ใช้เรียกทั้งภาษามาเลย์และคนใต้พื้นเมืองพูดและเรียกกันนั่นเอง

          ในส่วนของอาคารชั้นล่างสุดคือชั้นที่ ๑ ก็มีการแสดงทั้งข้าวสารที่ขัดสีและใส่ถุงวางขายในท้องตลาดยี่ห้อต่างๆจากประเทศต่างๆหลายยี่ห้อหลายประเทศพร้อมทั้งเอาเครื่องไม้เครื่องมือในการทำนา ปลูกข้าวทุกอย่างมาแสดงโชว์ ซึ่งบ้านเราก็มีเหมือนกันแต่เราไม่ได้มาจัดโชว์แบบนี้นะสิ   ก็เลยได้ข้อคิดจากการชมพิพิธภัณฑ์ข้าวนี้ว่า มันขึ้นอยู่กับการจัดการและรูปแบบการจัดแสดงต่างหากที่ทำให้น่าชมและดึงดูดนักท่องเที่ยวแวะมาชมmalasia-3.gifและติดใจนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการออกแบบโดยมีสิ่งอื่นมาประกอบให้พิพิธภัณฑ์นี้มีค่ามากขึ้นไม่ได้มีเฉพาะข้าวที่ทุกคนรู้จักและก็ไม่จำเป็นจะต้องมาชมให้เสียตังค์เปล่าๆแต่มาที่นี่แล้วกลับไม่เสียดายตังค์และไม่บ่นว่าเสียดายเลยกลับชื่นชมว่า “สมองไม่ได้มีไว้เพื่อแกงกิน”จริงๆนะโยมน่ะ ชื่นชมเขาว่ามีมันสมอง มีกึ๋นที่ภาษาสมัยใหม่ใช้ว่า “มีวิสัยทัศน์” นั่นแหละชื่นชมพิพิธภัณฑ์ข้าวจนได้เวลาก็ออกเดินทางไปอลอร์สตาร์ เมืองหลวงเพื่อไปเข้าที่พักที่โรงแรมแกรนด์ คริสตัล ซึ่งก็เป็นโรงระดับ ๓ ดาวที่เหมาะกับผู้เดินทางแบบหมู่คณะและการสัมมนาดูงานที่ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณเยอะๆกับโรงแรมหรูๆดีๆเอาแค่ระดับนี้ก็พอ ก่อนไปถึงโรงแรมก็แวะให้ผู้ที่อยากชอ๊ปปิ้งได้ลงไปเดินสูดแอร์เย็นๆในห้างกลางเมืองหลวงของรัฐ  คณะก็พากันลงไปส่วนผู้เขียนไม่ลง  มองไปข้างหน้าเห็นหลังคาวัดไทยอยู่ใกล้ๆอยู่ใจกลางเมืองหลวงนี้ก็คือวัดนิโครธารามเป็นวัดใหญ่ของชาวพุทธมาเลย์ที่มีเชื้อสายชาวเซียมมาสร้างไว้    ครู่ใหญ่ๆผ่านไป ปรากฏว่าเมื่อคณะกลับมาขึ้นรถมีบางคนพูดบอกว่า ไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์มา ๑ เบอร์ราคาแค่ ๘๐ เองก็เลยถามว่า ๘๐อะไร เขาก็บอกว่า ๘๐ บาทไทย ซึ่งเงินมาเลย์ก็คือ ๘ เหรียญ ก็คือ ๘ ริงริงกิต ค่าเงินของมาเลเซียเรียกว่า ริงกิต(Ringit – ที่ใช้คำย่อเป็น  RM) ก็เลยทำให้อยากจะซื้อมาใช้บ้างมีใครบางคนบอกว่าเดี๋ยวไปถึงโรมแรมค่อยซื้อใกล้ๆโรงแรมก็ได้ พอกลับไปถึงที่พักก็เลยให้ไกด์ซึ่งเป็นคนจีนมาเลย์แต่เขานับถือศาสนาคริสต์ให้ไปซื้อมาให้และก็ได้สมใจพร้อมทั้งให้เติมเงินให้เรียบร้อยอีก ๕๐ ริงกิตส่วนค่าซิมการ์ดก็ ๘ริงกิตกับ ๕๐ เซน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๘๕ บาท พอตกค่ำก็ใช้โทรเข้ารายการวิทยุที่ผู้เขียนจัดอยู่ของสถานีวิทยุพระพุทธศาสนาที่ครอบคลุมและมีเครือข่ายอยู่ใน สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาสที่สามารถรับฟังได้ทาง FM  97.75ของหาดใหญ่ , FM  91.25 ของสงขลาวัดแหลมทราย FM 103.5 MHz ของปัตตานี FM 106.25 ทางสะบ้าย้อยสำนักสงฆ์ถ้ำน้ำใส FM 95.75 ของยะลาวัดนิโรธสังฆาราม และ FM 105 MHz ของนราธิวาสวัดประชาภิรมย์ เอาหล่ะพอใช้ไปแล้วประมาณ ๒๘ นาทีคำนวณดูเงินที่หมดไปเพียงแค่ ๖ ริงกิตเศษๆเท่านั้นเองถือว่าถูกๆกว่าระบบของที่ให้บริการอยู่ในประเทศเรามากทีเดียว ซึ่งก่อนไปผู้เขียนได้โทรไปสอบถามจาก Call center ได้ทราบเรตราคาดังนี้ว่า ในกรณีที่เรานำระบบโทรศัพท์จากบ้านเราไปใช้ในมาเลเซียโทรกลับมานาทีละ ๓๕ บาท ส่งข้อความ SMS นาทีละ ๒๐ บาท  ส่วนผู้ที่โทรจากไทยเข้าไปมาเลเซีย นาทีละ ๔๕ บาท ก็ลองเทียบดูก็แล้วกันว่าแตกต่างกันอย่างไร และมันเพราะอะไรประเทศไทยจึงแพงๆๆมากๆๆ มีโยมคนหนึ่งตอนไปนมัสการสังเวชนียสถานในประเทศอินเดียกับผู้เขียน เขานำระบบโทรศัพท์จากไทยไปใช้ในอินเดียแล้วโทรกลับมาที่บ้าน พอกลับมาถึงบ้านบิลค่าโทรศัพท์มาเป็นเงิน ๘,๐๐๐ กว่าบาท ดูราคาแล้วระบุว่านาทีละ ๑๒๕ บาท(ประมาณนี้ จำตัวเลขไม่แม่น) ดังนั้นจึงขอบอกผู้อ่านว่าจะใช้ระบบโทรศัพท์ของไทยพาไปต่างประเทศแล้วโทรกลับบ้านต้องระวังเรื่องราคาเอาไว้ให้ดี ทางที่ดีก็คือซื้อซิมการ์ดในประเทศนั้นๆหรือใช้บริการตู้สาธารณะในประเทศนั้นๆดีกว่านะไม่เจ็บตัวไม่เจ็บใจ

          เอาหล่ะกลับมาเล่าเรื่องต่อ ลืมเล่าไปอีกเรื่องว่า เมื่อวานวันที่ ๒๐ มค. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสุลต่านประจำรัฐเคดะห์ที่มีพระชนน์ ๘๐ ปีแล้ว ก็มีการหยุดราชการ มีธงประดับตลอดถนนในเมือง มีคัตเอ้าท์พระฉายาลักษณ์ของพระองค์กับพระชายา พระนามของพระองค์คือ สุลต่าน มุซตาซีมู บิลลาฮฺ มูฮิบบุดฎิน ตวนกูอัลฮาจ อับดุล ฮาลิม มูวัดซัม ชาห์อิบนี อัลมาร์ฮูม สุลต่าน บาติร ชาห์  

          ในเช้าของวันใหม่ที่ ๒๑ มค.๕๑ ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วคณะก็พากันเดินเท้าไปตามถนนมุ่งหน้าไปที่มัสยิดซาฮีด(Masjid Zahir-อาจารย์มุสลิมที่ไปด้วยท่านหนึ่งท่านบอกว่า อ่านออกสำเนียงว่า ซาฮีต ให้ออกเสียงตัว Z หนักๆ) มัสยิดนี้อยู่ห่างไปประมาณ ๒ กม.เศษๆ คณะก็เดินจับกลุ่มmalasia-4.gifกันไป เดินไปก็ถ่ายรูปกันไปบรรยากาศเช้าๆดีมาก เดินผ่านบ้านคนจีนเห็นเขายกมือไหว้ พูดไทยได้นิดหน่อยทักทายกันพอให้ชื่นใจว่าเจอเพื่อนชาวพุทธด้วยกันก็เป็นการแสดงน้ำจิตน้ำใจที่น่ายินดียิ่ง ไปถึงก็พากันถ่ายรูปริมถนนหน้ามัสยิดที่มีกำแพงติดกับถนน ก็ถ่ายรูปกันยกใหญ่พอสมควรจนเมื่อยทั้งคนถ่ายและคนถูกถ่ายก็ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามกับมัสยิด ปรากฏว่ารถมากกว่าจะรอไฟแดงทางฝั่งโน้นกว่ารถจะหมดก็รอนานพอดูเลยทีเดียว ข้ามไปแล้วก็ถ่ายรูปหมู่กันอีกรอบ แล้วก็ไปยืนฟังบรรยายกันที่หน้าพระตำหนักเก่าที่เคยใช้เป็นที่ว่าราชการขององค์สุลต่านในอดีตซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำรัฐไปแล้ว จากนั้นก็ข้ามถนนกลับไปฝั่งเดิมเดินเข้าไปสู่บริเวณของมัสยิดซาฮีดที่ยังคงมีปะรำพิธีกางอยู่เพราะได้ใช้ในงานเฉลิมฉลองพิธีวันประสูติของององค์สุลต่านไปเมื่อคืน คณะก็รอการประสานจากเจ้าหน้าที่ของมัสยิดเพื่อรอหัวหน้ามัสยิดออกมาต้อนรับคณะ  เมื่อท่านมาคณะของเราก็เดินเข้าสู่ภายในห้องโถงของมัสยิดอันเป็นสถานที่สำหรับการนั่งทำละหมาด คณะก็ได้รับการต้อนรับจากหัวหน้ามัสยิดซึ่งพูดคุยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ และภาษามาเลย์ เราก็ได้ถ่ายรูปกันตรงหน้ามุขกลางสำหรับเป็นจุดรวมของสถานที่ละหมาดซึ่งเป็นรูปลักษณะโดมแบบศิลปะมุสลิม บนยอดมีอักษรอาหรับเขียนเอาไว้ และด้านข้างก็มีธรรมาสน์ ขนาดสูงเป็นบันไดทางขึ้นไปสูงประมาณสัก ๔-๕ เมตร จะว่าเป็นธรรมาสน์ก็ใช่แต่เป็นธรรมาสน์แบบมีขั้นบันได้ขึ้นที่เขาใช้กันในภาคกลางส่วนใหญ่ ซึ่งดูๆไปก็ไม่ต่างจากธรรมาสน์ของพระเรานั่นแหละ  มัสยิดนี้เป็นมัสยิดประจำรัฐเกดะห์ เข้าชมได้ครู่ใหญ่ก็ออกมาmalasia-5.gifทางมุขทิศเหนือเพื่อฟังบรรยายจากคณะเจ้าหน้าที่ของมัสยิดหลายคนที่หมุนเวียนกันมากล่าวต้อนรับและตอบคำถามของคณะเราจนพอสมควรแก่เวลา ทางมัสยิดก็จัดเลี้ยงน้ำชากาแฟพร้อมทั้งผัดหมี่เหลืองเขาเรียกเป็นภาษามาเลย์ว่า หมี่เคอรรี่ ก็มาจากคำ “หมี่”  เป็นคำที่เรารู้จักเรียกเหมือนกัน และคำว่าเคอรี่ก็น่าจะมาจากความหมายคือเครื่องแกงในภาษาอังกฤษนั่นเองเพราะหมี่ที่ผัดก็ผัดด้วยเครื่องแกงสีเหลืองๆนั่นเอง ทานหมี่ผัดแห่งมัสยิดซาฮีต แล้วตามด้วยแตออแก้วนึงก็ทักทายพร้อมส่งแขกผู้มาเยือน หัวหน้ามัสยิตคงจะถูกชะตากับผู้เขียนกระมังเลยถามถึงอายุผู้เขียนพอรู้ความจริงก็กลายเป็นว่าหัวหน้ามัสยิตอ่อนกว่าผู้เขียน ๑ ปี คณะเลยพูดทักท้วงให้ได้ยินเป็นภาษาไทยว่า(ไม่ได้ทักท้วงเป็นภาษามาเลย์หากทักเป็นภาษามาเลย์สงสัย คงจบไม่สวย ภาษาวัยรุ่นนะเขาว่าอย่างนี้) “โหเห็นหน้าแก่กว่าพระอาจารย์เยอะเลย”  เล่นเอาผู้เขียนเป็นปลื้มแอบยิ้มคนเดียวได้อย่างชื่นใจเลยแหละ ปลื้มสุดๆเลย ร่ำลากันเป็นที่ชื่นมื่นทั้งแขกทั้งเจ้าบ้านคณะก็ลาจากมัสยิดซาฮีตอันอบอุ่นและสุขใจยิ่ง

          เดินทางออกจากมัสยิดซาฮีดคณะก็มุ่งหน้าเพื่อจะไปลองขึ้นหอคอยในกลางเมืองที่สูงประมาณ ๑๗๐ กว่าเมตรหอคอยนี้มานามว่า อลอร์สตาร์ทาวเว่อร์ (Alor Setar Tower) เสียค่าขึ้นไปชมคนละ ๑๐ ริงกิตก็ประมาณ ๑๐๐ บาท ขึ้นไปก็ชมทิวทัศน์ของเมืองรอบบริเวณจะมองผ่านกล้องส่องทางไกลก็ได้จะมองด้วยตาเปล่าก็ได้ตามที่ชอบ ข้างบนลมแรงมากเลยทีเดียวผู้เขียวเกือบจะเสียหน้าเพราะลมมันพัดเอาจีวรสบงเปิดขึ้นเกิดอาการเย็นหวาบเลยทีเดียว โชคดีไม่มีใครอยู่ตรงมุมนั้นเลยสักคนเดียว เฮ้อรอดไป จากนั้นก็เลยต้องเดินม้วนลูกบวบและจับชายจีวรจนแน่นไม่ให้ลมมันชะเวิกมุมจีวรได้อีกแล้ว เดินชมจนคุ้มกับราคา ๑๐ ริงกิตเห็นได้เวลาสมควรก็พากันลงจากหอคอย

          คณะก็เดินทางต่อไปเพื่อมุ่งหน้าไปหุบเขาบูจัง  รถพาเรามุ่งหน้าออกไปเข้าสู่เขตชนบทผ่านหมู่บ้านในสวนทั้งสวนปาล์มสวนผลไม้สวนยางไปตามถนนเล็กๆแล้วแยกเข้าถนนในหมู่บ้านอีกประมาณ ๒ กม.ซึ่งหุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่อันเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของเกดะห์จากยุคพราหมณ์-ฮินดูและพุทธก่อนที่ศาสนาอิสลามจะแผ่ขยายเข้ามาในพื้นที่นี้
ขออธิบายหุบเขาบูจัง(Bujang Valley) มีความเป็นไปอย่างไรคงต้องอธิบายเพิ่มเติม..........

“Bujang Valley (หุบเขาบูจัง) 
หุบเขาบูจัง เป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่มีเวลาย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 4(ก่อนคริสต์ศักราช) ตั้งอยู่เชิงเขากูนุง เจอรัย ประมาณ 35 นาทีจากอลอร์สตาร์ malasia-6.gifที่นี่จัดว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมก่อนอิสลามจะเข้ามาสุ่เคดะห์ มรดกที่ยังหลงเหลือของยุคสมัยที่รุ่งเรืองแห่งวัฒนธรรมของพุทธ-ฮินดู ซึ่งทุกวันนี้ถูกนำมาแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์โบราณสถานเลิมบะ บูจังที่ บูกิต บารู ปาฮัท. มีเจดีย์มากกว่า 50 เจดีย์ถูกขุดขึ้นมาและอีกมากมายถูกสร้างขึ้นหลังยุคเรืองอำนาจของอารยธรรมบูจัง” (จากสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย)

          ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้ผู้เขียนตาส่วางเพราะเคยอ่านพบเรื่องของสมณจีนอี้จิงที่เดินทางผ่านมาทางนี้เพื่อไปอินเดียที่ทราบว่าเป็นบริเวณแหลมมลายูแต่ไม่มีข้อมูลในตำราภาษาไทยของเราที่ระบุชัดเจนว่าจุดไหนที่ท่านสมณจีนอี้จิงแวะพักและศึกษาภาษาบาลีอยู่ระยะหนึ่ง และท่านยังบันทึกให้คนรุ่งหลังที่จะไปศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดียให้แวะมาศึกษาภาษาบาลีที่นี่ก่อนจะดีมาก นี่คือข้อมูลที่ทราบมาเท่านี้ แต่คราวนี้เหมือนกับเปิดพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพิ่มเติมให้ผู้เขียนอย่างมากเลยถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับการที่เราสามารถเดินพ้นผ่านม่านหมอกที่มันครอบคลุมให้เรามองไม่เห็นทางอยู่ข้างหน้าเราเลยยังไงยังนั้นแหละ  เพราะในหุบเขาบูจังนี้มีการอธิบายไว้ในเอกสารแผ่นพับการท่องเที่ยวของรัฐเกดะห์ที่บอกถึงพระสมณจีนอี้จิงว่ามี “มีพระภิกษุในพุทธศาสนาจากเมืองจีน นามว่าอี้จิง ได้แวะหยุดพักที่นี่เมื่อประมาณช่วง พ.ศ.๑๒๑๔”(ข้อมูลจากเอกสารแผ่นพับการท่องเที่ยวของรัฐเกดะห์)

          พอไปถึงเราก็พากันแยกย้ายเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์  มีอาคารอยู่ด้านหน้าหลังหนึ่งเป็นอาคารเปิดโล่งเป็นที่ตั้งแสดงเรือขุดแบบโบราณ ที่ตั้งmalasia-7.gifแสดงไว้ในตัวอาคาร เป็นเรือขุดจากไม้ทั้งต้น ชมเสร็จแล้วก็เข้าสู่ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์  ภายในของอาคารก็มีหินแกะสลักทั้งรูปเคารพทั้งของใช้เท่าที่เห็นก็มีรูปฐานโยนีกับศิวลึงค์ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และบางตู้ก็แสดงรูปปั้นพระพิฆเนศ พระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปและสถูปองค์เล็กๆที่แกะสลักจากหิน ยังมีแผ่นหินที่จารึกด้วยอักษรปัลลวะซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตอันเป็นการแสดงถึงการแผ่ขยายเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียในช่วงก่อนศาสนาอิสลามแผ่เข้ามาที่นี่

          คราวนี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์ของเกดะห์นิดหน่อยตามสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย พอสังเขป

          “เกดะห์เป็นนครรัฐที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จากหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่บริเวณหุบเขาบูจิง ซึ่งเป็นร่องรอยการตั้งอยู่ของอาณาจักรฮินดู-พุทธ ในสมัยศตวรรษที่ 4 อาณาจักรแห่งนี้ถือว่าเป็นอารยธรรมที่เก่ามากบนพื้นแผ่นดินมาเลเชีย และมีการสืบเชื้อสายปกครองดินแดนในแถบนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยของ กษัตริย์ชื่อ หิกายัต มิรง มหาวังสา ซึ่งพระองค์นับถือศาสนาอินดู โดยราชวงศ์ของพระองค์ปกครองเกดะห์เรื่อยมาจนถึงกษัตริย์องที่ 9 พระองค์มหาวังสา เกดะห์มีการติดต่อค้าขายกับอาหรับจนรับเอาอารยธรรมและศาสนาของชาวอาหรับเข้ามายึดถือ พระองค์มหาวังสา หันมานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนชื่อเป็น สุลต่าน มุดซาฟา ซาห์ ในปี พ.ศ. 1679(ค.ศ. 1136)

          ในศตวรรษที่ 7-8(พ.ศ.๑๑๐๐-๑๒๐๐ โดยประมาณ) เกดะห์ถูกปกครองโดยอาณาจักรศรีวิชัย ต่อจากนั้นเกดะห์ก็ตกอยู่ในอำนาจของสยาม จนกระทั่งมีการเกิดของอาณาจักรมะละกาทางตอนใต้       เกดะห์จึงตกอยู่กับมะละกา จนกระทั่งศตวรรษที่ 17(พ.ศ.๒๑๐๐ โดยประมาณ) อาเจะห์ก็เข้าโจมตีเกดะห์ หลังจากศตวรรษที่ 18     เกดะห์ก็อยู่ภายใต้อำนาจของสยามมาตลอด ด้วยความหวังที่ให้อังกฤษปกป้องเกดะห์จากสยาม เกดะห์จึงยกปีนังให้กับอังกฤษแต่อังกฤษสนใจเฉพาะการค้าเท่านั้นไม่มีนโยบายยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสยาม เกดะห์จึงอยู่ในการปกครองของสยามต่อไป จนกระทั่งสยามส่งมอบเกดะห์ให้กับอังกฤษตามสนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ. 2452”    ชมสถานที่และเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังแล้วต่อไปก็กลับที่พักเพื่อสัมมนาสรุปการศึกษาดูงานของแต่ละกลุ่มว่าได้ข้อคิดอะไรบ้าง พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไปยังสมาคมจีนอ๋อง ตามเวลาที่นัดหมาย

          เช้าวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปก่อนเวลานัดหมาย เพื่อจะไปยังสมาคมจีนอ๋อง ซึ่งมีmalasia-8.gifสมาชิกที่เป็นคนในตระกูลแซ่อ๋องที่มีบรรพบุรุษมาจากแผ่นดินใหญ่หากนับแล้วคนรุ่นนี้ก็เป็นคนรุ่นที่ ๔ แล้วมีสำนักงานของสมาคมอยู่กลางเมืองอลอร์สตาร์ในชุมชนชาวจีน เราไปยังจุดนัดหมายที่โรงเจ ด้านหน้าเป็นโรงเจ ด้านหลังเป็นศาลเจ้า เราเดินอ้อมไปทางด้านข้างของตัวอาคารที่ทอดยาวประมาณเกือบร้อยเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ประตูศาลเจ้าซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ ตรงกลางมีแท่นบูชาตามแบบศาลเจ้าหรือโรงเจของชาวจีนในบ้านเรานี่แหละคงไม่ต้องสาธายายให้มากไปละน่ะ เราพบปะพูดคุยกันกับตัวแทนของสมาคมที่มารอต้อนรับครู่ใหญ่ จากนั้นเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.จึงเดินทางต่อไปยังที่ตั้งของสำนักงานสมาคมจีนตระกูลอ๋อง เราเดินเข้าสู่ตัวอาคารเก่าๆเป็นห้องแถวในชุมชนจีน เดินขึ้นสู่ชั้นบนที่มีห้องประชุมเล็กๆของสมาคม ส่วนกลางก็มีแท่นบูชามีอักษรจีนตัวใหญ่ๆสีแดงแปะติดไว้ทั้งสองด้าน ตรงกลางของแท่นก็มีป้ายบูชาตามความเชื่อในลัทธิขงจื้อ ไม่มีพระพุทธรูปบนแท่นบูชา มักษรจีนตัวใหญ่ ๒ ตัวอยู่ด้านบน ตัวแทนสมาคมได้กล่าวต้อนรับและตอบคำถามจากคณะของเราซึ่งก็มีคำถามหลายประเภท ส่วนผู้เขียนเองก็สนใจอยู่คำถามเดียวก็คือ ถามว่าคนจีนในมาเลเซียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า ศาสนพุทธ แต่ว่า มีคำว่าแต่นะว่า ไม่ใช่พุทธ ๑๐๐ %  เป็นความเชื่อที่ผสมผสานกันเอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันคือ เต๋า ขงจื้อและพุทธศาสนา มันเอกลักษณ์เฉพาะของคนจีนในทุกพื้นที่ทั่วโลกนี้ที่บอกตนเองว่านับถือพุทธศาสนา  ได้ฟังคำตอบพอสมควรแก่เวลาก็มีการมอบของที่ระลึกจากมูลนิธิสุข –แก้ว แก้วแดงให้กับทางสมาคมเสร็จแล้วคณะก็เดินทางกลับออก       จากอลร์สตาร์ มาตามถนนไฮเวย์เพื่อกลับสู่ชายแดนจังโหลนฝั่งมาเลเซียที่ติดกังชายแดนสะเดาของประเทศไทย

ข้อคิดส่งท้าย

          ๑.มาเลเซียเป็นนักจัดการมือ ๒ ที่ยอดเยี่ยมด้วยเหตุผลดังนี้ ประเทศมาเลเซียนำวัตถุดิบต่างๆตั้งแต่อาหาร ผลไม้ เครื่องยนต์กลไกจากต่างประเทศแล้วนำมาจัดการแปลงรูปสินค้าทุกอย่างแล้วติดสลากบรรจุภัณฑ์และบรรจุในมาเลเซียทำให้คุณค่าของสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ทำmalasia-9.gifให้ประเทศได้กำไรจากการนำสินค้าวัตถุดิบเข้ามาในราคาถูกแล้วแปลงสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มจึงทำให้มีกำไรงามแบบสบายๆพร้อมทั้งตราสินค้าของประเทศมาเลเซียเองด้วย  ดังนั้นนักประยุกต์และคิดต่อยอดนี่แหละจึงจะประสบความสำเร็จในการบริหารจัดงานทุกกิจการ

          ๒. แต่มาเลเซียก็ยังมีปัญหาเรื่องกลุ่มเชื้อชาติและศาสนาพอสมควร แต่ที่ไม่มีปัญหาเหมือนประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายปัจจัยเช่น
                 ๒.๑ รัฐบาลพรรคเดียวที่มีอำนาจมาก ไม่มีพรรคฝ่ายค้านที่มีอำนาจในการแทรกแซงหรืออิทธิพลพอในการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรครัฐบาล จึงทำให้พรรครัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยที่ไม่น่าภูมิใจเหมือนประเทศไทย
                 ๒.๒ กลุ่มชนเชื้อชาติและศาสนาอื่นที่นอกจากคนเชื้อสายมาเลย์และศาสนาอิสลามที่เป็นศาสนาประจำชาติมาเลเซีย ไม่คลั่งศาสนาและไม่แข็งข้อในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพแบบเอาศาสนามาเป็นเครื่องต่อรองกับรัฐบาล คนกลุ่มนี้รู้จักพอใจและใช้ชีวิตอย่างมีสามัญสำนึกในความรักชาติ เนื่องด้วยถูกสอนให้มีความกตัญญูและยืดหยุ่นได้ตามสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมตามคำสอนของศาสนา
                 ๒.๓ มาเลเซียยังกีดกันเรื่องสิทธิเสรีภาพในเรื่องศาสนาของชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีสิทธิเท่าเทียมในสารานุกรม วิกิพีเดียได้ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า
          “(ประเทศมาเลเซีย)มีสภาพคล้ายคลึงกับประเทศอินโดนีเชีย ชึ่งเป็นหมู่เกาะอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้แพร่เข้ามาในแหลมมลายู ประชากรนับถือศาสนาอิสลาม 55% นับถือศาสนาพุทธ 25% นับถือศาสนาคริสต์ 13% นับถือศาสนาฮินดู 7% และลัทธิศาสนาพื้นเมือง 4% แต่การหันไปนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลามเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากทางภาครัฐจะไม่เปลี่ยนข้อมูลทางราชการให้ มาเลเซียบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ และผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะมีสิทธิพิเศษ คือ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณะสุข การคลอดบุตร งานแต่งงานและงานศพตามนโยบาย "ภูมิบุตร” (ข้อมูลจาก สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย)

          ๓. การจัดการบริหารประเทศของประเทศมาเลเซียพัฒนาได้ง่ายและเร็วเพราะปัจจัยทางการเมืองที่นิ่งมาเป็นเวลานานมากและมีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ครองอำนาจอย่างยาวนาน
          ๔. มาเลเซียกล้าตัดสินใจในเรื่องการจัดระบบระเบียบของสังคม พื้นฐานทางด้านการจัดการระบบการศึกษา การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด  จึงเป็นปัจจัยทำให้ประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

          คงจะมีข้อคิดดีๆอื่นๆอีกจากท่านผู้อ่าน หวังว่าคงจะได้รับคำชี้แนะจากท่านผู้รู้และต้องขอน้อมรับความคิดที่ผิดพลาด โปรดอภัยผู้เขียนที่ด้อย

ประสบการณ์และความรู้ด้วย
ขอบคุณที่ติดตามงานเขียนและข้อชี้แนะ
พระครูศรีจริยาภรณ์ (พระมหาชรัช  อุชุจาโร)
๐๒/๐๒/๕๑

 
 จำนวนผู้อ่าน 1969 คน


บันทึกการเดินทาง นมัสการสังเวชนียสถาน เมื่อ ๑๒ – ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๙ ของพระมหาชรัช อุชุจาโร รองเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี และรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ(วัดช้างให้) ตอนที่ ๓
บันทึกการเดินทาง นมัสการสังเวชนียสถาน เมื่อ ๑๒ – ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๙ (ตอนที่ ๒)
"ไหว้พระที่อินเดีย" โดย พระมหาชรัช อุชุจาโร (ตอนที่ 1 )