 |
|
|
พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@watchanghai.com |
|
 |
|
|
|
บันทึกการเดินทาง นมัสการสังเวชนียสถาน เมื่อ ๑๒ – ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๙ (ตอนที่ ๒)
|
|
|
โดย พระมหาชรัช อุชุจาโร 27 พฤศจิกายน 2550 23:11 น.
|
| |
ของพระมหาชรัช อุชุจาโร รองเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี และรองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์บูรณะ(วัดช้างให้)
นั่งรถบัสจากสนามบินคยาใช้เวลาประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เข้าสู่เขตพุทธคยาซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบริเวณสองข้างทางก่อนถึงพระเจดีย์ใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการตรัสรู้นั้นมีทั้งโรงแรม มีทั้งวัดพุทธนานาชาติได้รับการปลูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมายหลากหลายรูปแบบปะปนกันไปทั้งสองข้างทาง
มีรถยนต์วิ่งกันให้ขวักไขว่ ทั้งรถสามล้อเครื่องที่เขาเรียกว่า ออโต้ริกชอว์ ซึ่งคล้ายๆรถตุ๊กๆในกรุงเทพฯ แต่ความสวยงามสู้รถตุ๊กๆในกรุงเทพไม่ได้เลย เพราะดูสภาพรถเก่าและไม่มีสีสันดูสีหมองๆไปข้างเทาๆและเก่าๆเกือบทุกคัน มีที่นั่งหลังคนขับนั่งขนาดพอดีได้ ๓ คน แต่เขาอัดกันนั่งได้ ๕ คน แถมตอนหน้าข้างๆคนขับยังเห็นคนนั่งเบียดคนขับได้อีก ๒ คน คือข้างละคน ในถนนยังมีรถจักรยานที่มีจำนวนมากอีกเช่นกันแถมมีผู้คนเดินกันขวักไขว่รถมาก็บีบแตรบ้าง สั่นกระดิ่งบ้าง ตะโกนโหวกเหวกบอกขอทางไปบ้างดูมีชีวิตชีวาดีแสดงว่าเป็นเมืองที่ผู้คนมีอิสระเสรีมาก ใครใคร่เดินบนถนนก็เดิน รถมาแล้วค่อยหลีกเอาก็แล้วกัน เพราะคำว่ารถชนคนในเมืองนี้ไม่เคยมีปรากฏทั้งๆที่เรานั่งมาในรถต้องนั่งตัวเกร็งตลอดเวลาเพราะกลัวว่ารถจะชนกันบ้าง รถจะชนคนที่เดินอยู่บ้าง แถมยังมีพาหนะของพระผู้เป็นเจ้าศิวะ(วัว)มาเดินเพ่นพล่านเป็นเจ้าถนนอีกตลอดเส้นทาง โดยที่รถต้องหลีกและบีบแตรเสียงสนั่นถนนไปตลอดเส้นทาง จนในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณที่จอดรถให้ผู้โดยสารลงเพื่อจะเดินไปพระเจดีย์
พอรถจอดทุกคนก็ลงกำลังจะรวมตัวกันเพื่อเดินเท้าเข้าไปยังพระเจดีย์พุทธคยา ที่นี่เขาเรียกว่า Main temple ซึ่งก็คือวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของที่นี่อันมีองค์พระเจดีย์พุทธคยาเป็นศูนย์รวม ปรากฏว่ามีขอทานมาคอยต้อนรับคณะและปะปนอยู่ในคณะพร้อมกับปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างแข็งขันด้วยความอดทนและขยันอย่างยิ่ง จนคณะผู้จาริกแสวงบุญอดใจไว้ไม่ไหวต้องควักเหรียญบาทไทยใส่ขันให้เพราะยังไม่ได้แลกเงินสกุลรูปีของอินเดีย เมื่อได้จากคนนี้แล้วขอทานก็ตามไปทวงที่คนอื่นต่อไป ส่วนขอทานที่เห็นว่ามีคนให้แล้วก็รีบเข้ามาสมทบและขอมีหุ้นส่วนด้วยทันที จนคณะผู้จาริกแสวงบุญต้องวงแตก แยกตัวกันจ้าละหวั่นไม่เป็นขบวนเสียแล้ว หัวหน้าคณะซึ่งนำโดยพระสงฆ์จากเมืองไทยก็รีบบอกให้ทุกคนรีบเดินและตามหลังมาให้ติดๆพร้อมทั้งกำชับว่า อย่าให้ตอนนี้เพราะเดี๋ยวจะโดนรุมกินโต๊ะ แต่พระท่านก็บอกช้าไปแล้วเพราะโดนรุมกินโต๊ะจนวงแตกไปแล้วหลายคน ทุกคนจึงพยายามรวบรวมขวัญและกำลังใจกันใหม่อีกทีเพราะไม่เคยโดนแบบจู่โจมอย่างนี้มาก่อนในที่ไหนๆ บริเวณที่เราลงรถนั้นเรียกว่า ย่านตลาดซึ่งจะมีทั้งของกิน ของฝากซึ่งของกินก็มีตั้งแต่อาหารหนักและเครื่องดื่มทุกประเภท ยกเว้นไม่มีเหล้าและเบียร์ขายที่สำคัญยังไม่มีเครื่องดื่มประเภทชูกำลังที่ดื่มแล้วสดชื่นแบบเกลือแร่ผสมน้ำตาลและปรุงแต่งรสแต่งกลิ่นที่มีขายเกลื่อนในบ้านเรา ซึ่งหาประโยชน์และสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายไม่ได้เลยแต่คนไทยเราก็ยังจ่ายตังค์ซื้อมาดื่มกันเพื่อความซู่ซ่าสดชื่นเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง เหลือบมองไปข้างๆทางที่เรากำลังตั้งแถวเห็นแผงขายของที่ระลึกตั้งวางเรียงรายกันเป็นแถวเท่าที่มองดูแบบฉาบฉวยเพราะไม่มีเวลาหลบไปซื้อหรือไปชมเนื่องจากผู้นำไม่ประสงค์ให้ใครๆไปหาซื้อ เพราะทุกคนมาที่นี่ต้องไปนมัสการสถานที่สำคัญก่อนอื่นใด มองไปก็เห็นมีพระพุทธรูปหลากหลายขนาด มีสร้อยมาลาเส้นโตๆที่ทำจากไม้ ทำจากหิน ทำจากพลาสติก และบรรดาภาพวาด ภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าเต็มไปหมด นักแสวงบุญที่ไม่เคยไป พอเหลือบไปเห็นถึงกับตาโต คิดตั้งไว้ว่านี่หละของฝากที่จะซื้อกลับเมืองไทย หันไปมองทางขวามือก็เห็นแผงขายผ้าตั้งเรียงรายยาวเหยียดไปตามริมถนนซึ่งอิงอาศัยรั้วของอุทยานที่พักผ่อนในบริเวณปริมณฑลของต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านรอบนอก นักจาริกบุญหลายท่านถึงกับร้องอู้ฮู้ด้วย ความอยากช้อปปิ้งจนห้ามใจไม่ได้เผลออุทานออกมา แต่พอหันไปดูข้างหน้าชาวคณะที่กำลังเคลื่อนแถวตามพระผู้นำไปก็ต้องรีบตัดใจและตั้งสติได้ทันทีว่า เรามาไหว้พระนะ ไม่ใช่มาช้อปปิ้ง จะไปให้เขาปิ้งเอาสดๆได้งัยใช่ม่ะ บางคนที่เคยมาแล้วครั้งสองครั้งถึงกับกระซิบพอเพื่อนข้างๆว่า ที่นี่ของถูกมากและมีให้เลือกทุกอย่าง เดี๋ยวเราค่อยออกมาซื้อที่นี่แหละ เป็นการปลอบใจและให้ความหวังกับคนชอบช้อปฯจนสามารถหักห้ามใจได้ และก็มุ่งหน้าเดินตามคณะไป พอเดินขึ้นมาถึงบนลานกว้างทางเข้าองค์พระเจดีย์ก็จะมีบรรดาร้านหรือบูธที่ให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศตั้งเรียงรายเป็นแถวเป็นห้องอยู่ทางซ้ายมือเต็มไปหมด ซึ่งในร้านหนึ่งๆก็จะมีฟิล์มถ่ายรูปวางขายพร้อมแบตเตอรี่ขนาดต่างๆหลากหลายยี่ห้อเพื่อบริการนักจาริกแสวงบุญที่จำเป็นต้องมีกล้องถ่ายรูปประจำตัวมาด้วยเพื่อเก็บภาพไปฝากและอวดคนทางบ้านที่ไม่ได้มา แต่ว่าปัจจุบันนักจาริกแสวงบุญส่วนใหญ่ใช้กล้องถ่ายรูปประเภทดิจิตอลที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มให้เปลืองตังค์ แต่ก็ยังมีบ้างจึงยังพอน่าจะขายได้อยู่เพราะมีผู้คนมาจากหลายประเทศทั้งประเทศยากจนทั้งประเทศที่ร่ำรวยมหาศาลเช่นญี่ปุ่นและพวกฝรั่งตะวันตกก็มากันเยอะมาก หากใครจะไปเรียนรู้ความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ อาตมาขอแนะนำว่าให้ท่านไปอินเดียและแวะพุทธคยาเพียงที่เดียวท่านก็จะทึ่งและจะศรัทธาพุทธศาสนามากขึ้นเพราะอะไร ก็เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของชาวพุทธทั่วโลกที่หลั่งไหลกันมาเพื่อนมัสการสถานที่ตรัสรู้และเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวพุทธจากทั่วโลกได้จากที่นี่ เอาหละแวะทัศนาข้างทางมากไปแล้วเดี๋ยวไม่ถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ และในขณะที่เราเดินก็จะมีผู้มาเสนอขายของที่ระลึกทุกประเภทคอยตามตื้อยื่นให้ชมเสนอราคาเป็นรูปีคือค่าเงินอินเดีย สกุลเงินรูปีนี่มีใช้ในประเทศอินเดีย ประเทศเนปาลแต่ที่เนปาลเปลี่ยนเพียงแค่ภาพและสัญญลักษณ์เป็นของประเทศตนเองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ในธนบัตร ในขณะที่อินเดียมีรูปของ คานธี บิดาแห่งการปลดปล่อยอินเดียให้เป็นเอกราชจากอังกฤษและมีสัญลักษณ์ที่ได้รับมาจากอิทธิพลของพระพุทธศาสนานั่นก็คือ ตราเสาหินที่มีสิงห์สี่ตัวยืนหันหลังชนกันเป็นตราประจำประเทศ เรื่องนี้ค่อยเล่าให้ฟังตอนไปชมพิพิธภัณฑ์ที่สารนาถหรือป่าอิสิปตนมฤคทายวันอีกทีก็แล้วกัน ตอนนี้ก็วกกลับมาเรื่องที่พุทธคยาต่อ ก็คือขณะเดินตามแถวคณะไป พวกเซลส์แมนก็ทำเอาคณะทึ่งที่สุดก็คือ เสนอราคาเป็นเงินบาทพูดแบบภาษาไทยชัดเจนว่า “สีบบาท ห้าสีบบาท อาจารย์ๆๆเอามั้ยๆ” เล่นเอาชาวคณะบางคนเริ่มปั่นป่วนอีกครั้งว่าเอาดีหรือไม่เอาดีเพราะไอนี่มันพูดไทยได้ แต่ที่สุดก็เอาไม่ได้เพราะกลัวตกขบวนเลยต้องรีบตัดใจเดินตามคณะไปอย่างเร็ว ต้องหลบซ้ายหลบขวาหลีกขอทานก็แล้ว พอเหลียวมาอีกทางก็จ๊ะเอ๋เอากับพวกเด็กขายของที่ยื่นของ พร้อมกับมือดำๆหน้าดุๆเสียงเหน่อๆยืนดักหน้าอยู่แล้ว ก็เลยต้องเอี้ยวตัวหลบกว่าจะพ้นเขตลานสาธารณะได้ก็เล่นเอาชาวคณะอารมณ์เสียไปหลาย ตลบ สติสตางค์ที่พระอุตส่าห์เตือนว่า ให้โยมมีขันตินะในการมานมัสการสังเวชนียสถานจะต้องไม่โกรธใครๆและต้องมีขันติต่อการถูกรบเร้าจากขอทานจากคนขายของที่ตามตื้อตลอดและทุกๆที่ แต่หลายคนก็ขันแตกตวาดไล่ด้วยความหงุดหงิดกว่าจะตั้งสติได้ก็สายไปแล้วเผลอสติทำให้จิตไม่เป็นกุศลจิตก็เลยต้องรวบรวมสติกันใหม่ ในที่สุดคณะก็ฝ่าด่านขอทานและเซลส์แมนมาได้ แล้วเดินเลี้ยวขวาเข้ามาในเขตรั้วกำแพงชั้นนอกขององค์พระเจดีย์ ยังมีเสียงสำทับมาจากอีกทางหนึ่งแล้วก็มีคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับพูดว่า “จำได้ จำได้ อาจารย์ ๆ” สำเนียงไทยชัดเจน ต่างคนต่างงง เอ๊ะเขาจำใครได้ เราก็เลยอธิบายให้ฟังว่า เขาก็พูดอย่างนี้กับทุกคนที่เป็นคนไทยเพื่อจะขอให้ซื้อของของเขา เพื่อจะแสดงว่าเขารู้จักเราว่าเราเคยมาแล้วให้ช่วยอุดหนุนสินค้าเขา ทั้งๆที่บางคนเพิ่งครั้งแรกก็เลยบอกคณะไปว่าอย่าไปสนใจมากเป็นเทคนิคการขายที่เราควรดูมาเป็นการวางแผนการตลาดต่อไปดีกว่า เอาหละคราวนี้ไปชมองค์เจดีย์กันต่อดีกว่า องค์พระเจดีย์นั้นมี ความสูงประมาณ ๑๗๐ ฟุต แต่ถ้าเราดูจากภายนอกกำแพงแล้วไม่สูงเลย เพราะว่าพื้นที่ตั้งของพระเจดีย์นั้นอยู่ในที่ลุ่มลึกลงไปประมาณ ๔ - ๕ เมตร ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเดิมบริเวณรอบๆนั้นมีพระวิหารใหญ่ ๓ หลังเมื่อถูกทำลายลงทำให้มีการทับถมของซากปรักหักพังจนเป็นเนินดินสูงขึ้น และทราบมาว่าเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้พระเจดีย์พุทธคยาเป็นมรดกโลก (World heritage หนังสือคู่มือเที่ยวถิ่นพุทธ หน้า ๒๙)
คณะได้เดินไปถึงซุ้มประตูใหญ่ที่จะลงไปยังองค์พระเจดีย์ ทุกคนต้องถอดรองเท้าทิ้งไว้ด้านนอกแล้วเดินลงไปตามขั้นบันไดที่ปูด้วยหินอ่อนทั่วบริเวณซึ่งมีการจัดเป็นทางเดินรอบๆองค์พระเจดีย์ถึง ๓ ชั้นชั้นบนสุดคือรอบนอกเท่าที่กะดูด้วยสายตาทั้งสี่ด้านมีความยาวด้านละประมาณ ๑๐๐ เมตรเห็นจะได้ ความกว้างของทางเทาก็ประมาณสัก ๒ เมตรเศษๆ และในขณะที่คณะกำลังเดินลงก็มีชาวพุทธหลายชาติทั้งที่เป็นพระและฆราวาสกำลังเดินสวดมนต์ด้วยอาการอันสงบและแววตาของความปีติสุขอย่างเห็นได้ชัดไปรอบๆตามเส้นทางรอบนอกสุดหลายสิบคน บางคนถือกระบอกมนต์หรือล้อสำหรับสวดมนต์ที่เขาเรียกในภาษาอังกฤษว่า prayer wheel ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งกลมมีด้ามถือแล้วก็สามารถหมุนไปได้รอบ ๆและมีปุ่มที่ถูกผูกห้อยด้วยโซ่เล็กข้างตัวกระบอกมันก็จะแกว่งเวียนไปตามกระบอกมนต์ที่ถูกหมุนด้วยมืออย่างมีสมาธิเพราะถ้าหากสมาธิหลุดล้อมนต์ที่กำลังหมุนก็จะเขวลูกตุ้มก็จะหล่นไม่แกว่งเป็นแนวรัศมีวงแหวนของกระบอกมนต์ ซึ่งวิธีการนี้เป็นการใช้สวดมนต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชาว พุทธธิเบตเท่านั้น และบางคนก็ใช้ลูกประคำถือไว้ในมือข้างหนึ่ง ที่มีนิ้วโป้งคอยบังคับลูกประคำไว้ที่ละลูกทีละลูกเมื่อสวดมนต์จบในตอนหนึ่งๆหรือเที่ยวหนึ่งเพราะในขณะที่เดินปากก็จะสวดมนต์พึมพำๆไปคนเดียวอย่างมีสมาธิยิ่ง เดินลงไปชั้นล่างถัดมาทั้งด้านซ้ายมือทั้งด้านขวามือจะมองเห็นสถูปเจดีย์เล็กๆเต็มพื้นที่ดูสวยงามมากและที่สถูปเล็กๆนั้นจะมีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆในปางต่างๆรอบๆสถูป เดินไปหน่อยหนึ่งจะมีอาคารที่มีห้องโถงเล็กๆอยู่ ๔-๕ห้องภายในมีทั้งพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์เหลือบมองต่ำลงมาหน้าห้องโถงมีชาวธิเบตที่เป็นพระกำลังทิ้งตัวลงโดยใช้ด้านหน้านอนราบลงกับพื้นโดยมีมือทั้งสองด้านเหยียดยาวไปข้างหน้าในขณะที่หัวและหน้าก็ก้มติดพื้นซึ่งจะมีแผ่นไม้กระดานขนาดกว้างประมาณเมตรเศษๆและขนาดยาวพอๆกับตัวคนเป็นฐานรองรับ จากนั้นก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนตรงและพนมมือแล้วค่อยๆขยายมือออกไปข้างๆแล้วค่อยๆโน้มตัวลงราบกับพื้นอีกครั้งและทำเหมือนเดิมอย่างนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่ทราบว่าจะหยุดเมื่อไหร่ อย่างนี้ก็ต้องขออธิบายให้ฟังสักหน่อยว่าคืออะไร เขาเรียกการกระทำแบบนี้ว่า การกราบแบบอัฏฐางคประดิษฐ์ที่เป็นแบบการกราบของชาวธิเบต ชาวธิเบตบางคนเดินมาจากที่พักพอได้ ๓ – ๔ ก้าวก็จะกราบลงแบบนี้กับพื้นถนนแล้วลุกขึ้นเดินไปอีก ๓ – ๔ ก้าวก็กระทำเช่นเดียวกันจนถึงสถานที่ที่เขาจะไปนมัสการซึ่งมีให้เห็นเป็นปกติในพุทธสถานที่พุทธคยาแห่งนี้ อันแสดงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าอย่างถวายชีวิตจริงๆ เคยทราบมาว่า ชาวธิเบตโดยเฉพาะพระและแม่ชีจะอธิษฐานด้วยการกำหนดให้เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ไว้ว่าเมื่อมาถึงพุทธสถานแล้วจะกราบ เขาก็จะกราบตามจำนวนที่กำหนดไว้ในใจของเขาซึ่งบางคนใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือหลายๆวันเพื่อจะกราบให้ครบจำนวนครั้งที่ตั้งใจไว้ โดยมีการหยุดพักเป็นช่วงๆเมื่อถึงเวลาค่ำก็กลับที่พักพอเช้าวันใหม่ก็มากราบต่อจนกว่าจะครบจึงจะกลับบ้านหรือวัดที่ตนอยู่เดิม เอาหละที่นี้กลับมาติดตามคณะต่อไปดีกว่า
คณะได้เดินเข้าไปยังห้องโถงขององค์พระเจดีย์ซึ่งพระเจดีย์นี้จะมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมมี ๕ ยอด องค์กลางก็คือยอดของพระเจดีย์องค์ใหญ่นั่นเอง วัดโดยรอบฐานประมาณ ๑๒๑ เมตร สร้างจากหินทรายสีน้ำตาลเทา ยอดพระเจดีย์มีลักษณะทรงกลมแบบฉัตรลดหลั่นจนถึงส่วนสุดของยอดฉัตรดูสวยงามมาก มีศิลปะลวดลายแกะสลักงามยิ่ง องค์พระเจดีย์จะมีห้องโถงอยู่ ๒ ชั้น คือ ชั้นบน และชั้นล่าง ซึ่งชั้นบนเป็นที่  นั่งสวดมนต์และเจริญสมาธิของพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีบันไดทางขึ้นอยู่ภายในห้องโถงชั้นล่างโดยทำทางขึ้นทั้งสองข้าง ส่วนภายในห้องโถงชั้นล่างมีพระพุทธรูปศิลปะสมัยปาละมีอายุประมาณ ๑,๔๐๐ ปี แบบปางมารวิชัยขนาดใหญ่สูงประมาณ ๑.๖๖ เมตร หน้าตักกว้างประมาณ ๑.๔๗ เมตรองค์พระทาด้วยสีทองคำเหลืองอร่ามงามตายิ่งนัก ประกอบกับมีการให้แสงสว่างส่องอยู่ด้านหน้าองค์พระทำให้ดูเด่นเห็นแต่ไกล ทำให้ผู้มานมัสการหายเหนื่อยไปตามๆกัน พระพุทธปฏิมาองค์นี้คนไทยที่ไปแสวงบุญมักเรียกนามท่านว่า หลวงพ่อพุทธเมตตา ในขณะที่เราเดินเข้ามาได้ยินเสียงสวดมนต์จากเครื่องกระจายเสียงเป็นเสียงสวดมนต์ของพระทิเบต ส่วนภายในห้องโถงเมื่อคณะจาริกบุญจากเมืองไทยเข้าสู่ห้องโถงแล้วก็สวดมนต์เสียงก้องกังวานอยู่ภายในห้องโถงกลบเสียงสวดมนต์ที่ดังอยู่นอกได้ชั่วครู่ เมื่อทุกคนสวดมนต์เสร็จก็พากันนั่งสมาธิเพื่อรำลึกถึงพระพุทธคุณของพระพุทธองค์กันอย่างพร้อมเพรียงและด้วยความสุขใจเป็นที่ยิ่ง เราใช้เวลาประมาณ ๑๐-๑๕ นาทีเห็นจะได้ก็ค่อยๆทยอยออกกันมาเพราะคนที่มารอจะเข้าสู่ห้องโถงยังมีอีกหลายสิบคนเพราะพื้นที่ภายในห้องโถงนั้นค่อนข้างแคบจุคนได้ประมาณ ๔๐-๕๐ คนก็ไม่มีที่เดินแล้ว คณะก็เดินออกมาข้างนอกวนขวาออกไปทางข้างพระเจดีย์เพื่อเดินไปยังด้านหลังซึ่งมีต้นพระศรีมหาโพธิ์และแท่นวัชรอาสน์ที่ประทับในคราวนั่งบำเพ็ญก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (คอยอ่านต่อตอนที่๓)
ตอนที่ 1
|
| |
|
| จำนวนผู้อ่าน 736 คน |
|
 |
|
|
|
|