พระอานนท์ กราบทูลพระผู้มีพระภาคในวันปรินิพพานว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่ก่อนนี้ ภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาในทิศต่างๆแล้ว ย่อมมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้มีโอกาสเห็นภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น ได้มีโอกาสเข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าล่วงลับไปแล้ว พวกข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมหมดโอกาสที่จะได้เห็น หรือได้เข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้นอีกต่อไป”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
“ดูก่อนอานนท์ สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอยู่ ๔ ตำบล ๔ ตำบลอะไรเล่า ดูก่อนอานนท์ สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า พระตถาคตประสูติแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า พระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า พระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ ที่นี่ ๑, อานนท์ สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มี ๔ ตำบลเหล่านี้แล อานนท์ ภิกษุทั้งหลาย หรือภิกษุณีทั้งหลาย หรืออุบาสกทั้งหลายหรืออุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีศรัทธา จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำบลเหล่านี้โดยหมายใจว่า พระตถาคตได้ประสูติแล้ว ณ ที่นี้บ้าง พระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้บ้าง พระตถาคตได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้บ้าง ดังนี้ อานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดียสถานจักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่กายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้.
(บาลีมหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๖๓/๑๓๑.)
การเดินทางในครั้งนี้ได้กำหนดสถานที่ในการไปนมัสการไว้คือ
วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปลงที่สนามบินเมืองคยา ในรัฐพิหาร เข้านมัสการสถานที่ตรัสรู้ในพุทธคยา
วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปนมัสการสถานที่ต่างๆคือ พระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชกูฎ บ่อน้ำร้อนตโปธาร วัดเวฬุวันซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซากโบราณสถานที่มหาวิทยาลัยนาลันทาสถานที่ศึกษาของพระภิกษุสงฆ์ในสมัยหลังพุทธกาล 
วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปเมืองไพศาลี ซึ่งเป็นเมืองในสมัยพุทธกาลที่มีการปกครองแบบสามัคคีธรรม และสถานที่ปรินิพพานพร้อมทั้งสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระในเมืองกุสินารา
วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปชายแดนประเทศเนปาลเพื่อเข้าไปนมัสการสถานที่ประสูติที่ลุมพินี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล
วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปเมืองพาราณสีชมความเก่าแก่และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองพาราณสีที่มีแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู แล้วเดินทางต่อไปนมัสการสถานที่แสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่หมู่บ้านสารนาถ
วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางขึ้นรถไฟจากพาราณสีเพื่อไปชมถ้ำอชันตาและถ้ำแอลโลร่าที่เมืองออรังกาบัต ในรัฐมหาราชตระ ทางภาคกลางของอินเดีย
วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปชมถ้ำอชันตา ที่ถูกขุดเจาะให้เป็นที่อยู่จำพรรษาของพระสงฆ์ โดยฝีมือของพระสงฆ์ในสมัยหลังพุทธกาล ซี่งใช้เวลาขุดเจาะรวมประมาณ ๘๐๐ ปี
วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๙ เดินทางไปชมถ้ำแอลโลร่า ที่ถูกขุดเจาะโดยฝีมือมนุษย์ให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของ ๓ ศาสนาคือ พุทธ ฮินดูและเชน
การเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลในอินเดียปัจจุบันการเดินทางสะดวกมากขึ้นเพราะมีการเปิดเส้นทางสายการบินจากกรุงเทพ ฯ ไปลงที่สนามบินคยา ซึ่งเป็นสนามบินทหาร ในเมือง คยา รัฐพิหาร ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประทศอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
การเดินทางวันแรกคือวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๙ ซึ่งมีคณะผู้จาริกแสวงบุญ(เฉพาะคณะของเรา)ในครั้งนี้มีพระสงฆ์ ๔ รูป ฆราวาส ๔๑ คน รวมทั้งหมด ๔๕ คน โดยสายการบินอินเดียนแอร์ไลน์จากสนามบินดอนเมือง เมื่อเวลา ๑๔.๒๐ น. วันนี้มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่จะนำมาเล่าให้ฟังเพราะว่าเป็นเพราะอานิสงส์ของบุญที่คณะจาริกบุญในครั้งนี้ซึ่งวันนี้มีคณะเดินทางมาด้วยกันถึง ๓ คณะใหญ่ๆ เรียกว่าเครื่องบินลำนี้ถูกเช่าเหมาลำจากนักจาริกบุญชาวไทยทั้งหมด จะมีก็ชาวอินเดียไม่กี่สิบคนในเครื่อง ที่ว่าเป็นเพราะอานิสงส์บุญนั้นก็คือ ปกติเครื่องบินของสายการบินอินเดียทุกสายเมื่อขึ้นไปบนเครื่องแล้วสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้นั่นก็คือกลิ่นอินเดียซึ่งเป็นกลิ่นเครื่องเทศจะฟุ้งอยู่ในเครื่องเสมอ เพราะอาตมาได้เคยเดินทางไปอินเดียบ่อยๆในสมัยที่ไปเรียนหนังสือที่นั่นเมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้วมา และก็กลับไปไหว้พระเป็นประจำทุกปีปีละ ๑ ครั้ง แต่ว่าวันนี้ไม่มีกลิ่นเครื่องเทศอันเป็นสัญลักษณ์ของอินเดียแต่กลับมีกลิ่นไทยๆเย็นๆจมูกซึ่งสัมผัสได้อย่างชื่นใจและช่วยให้การหายใจคล่องจมูกขึ้นนั่นก็คือกลิ่นของดอกมะลิ ที่คนไทยได้ร้อยเป็นมาลัยอย่างสวยงามใส่ถุงหิ้วติดมาบนเครื่องหลายสิบพวงเพื่อนำไปนมัสการพระพุทธองค์ที่พุทธคยา ทำให้การเดินทางเที่ยวนี้มี
บรรยากาศของความเป็นไทยจนลืมไปเลยว่ากำลังเดินทางไปอินเดีย แต่มานึกได้ก็ต่อเมื่อมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินอินเดียนแอร์ไลน์นำถาดใส่ทอฟฟี่มายื่นให้เป็นของขบเคี้ยวและแถมมีถุงที่บรรจุสำลีก้อนเล็กๆขนาดเท่านิ้วชี้เห็นจะได้ ก็เลยลองหยิบมาดูทั้งทอฟฟี่และสำลี ซึ่งได้ทราบมาว่าสำลีนั้นใช้อุดหูเวลาเครื่องบินขึ้นลงสำหรับคนที่มักจะหูอื้อซึ่งก็เป็นเช่นนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้เพราะฟังเขาว่ามาตั้งนานแล้ว
เครื่องบินใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ปรากฏว่าเราไปถึงที่สนามบินคยาเมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๕๐ น. แต่เวลาที่อินเดียนั้นช้ากว่าประเทศไทย ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที จึงเป็นเวลาท้องถิ่น ๑๕.๒๐ น. อากาศที่นี่ก่อนลงจากเครื่องบินได้ยินเสียงประกาศบอกเวลาท้องถิ่นและอุณหภูมิ ประมาณ ๓๖ องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นอากาศปกติเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายหน้าหนาว คณะได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแต่กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมงกว่าๆ เพราะต้องรอขนกระเป๋าที่ต่างคนต่างพากันมาเต็มที่เพราะต้องใช้เวลาถึง ๑๐ วันในอินเดีย เมื่อพ้นออกจากสนามบินคณะก็นั่งรถบัสปรับอากาศที่ทางคณะบริษัททัวร์จัดมาคอยต้อนรับ
ตอนที่ 2