"ณ สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ โดยรอบมีวิหารอยู่หลายหลัง มีพระภิกษุผู้ทรงศีลอาศัยอยู่ทุกแห่ง มีราษฎรตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่โดยรอบ ชาวบ้านเหล่านั้นคอยอังคาสพระภิกษุสงฆ์ด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่มมิให้เดือดร้อน ภิกษุสงฆ์เป็นผู้ทรงศีลรักษาวินัยกันได้เคร่งครัด มีพระสถูปใหญ่ตั้งอยู่โดยรอบโพธิมณฑลทั้ง ๔ ทิศ ยังไม่ปรักหักพังแต่อย่างใดตั้งแต่สมัยพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา พระสถูปใหญ่ทั้ง ๔ องค์
เป็นเครื่องหมายแห่งสังเวชนียสถานนั้นๆคือที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ธรรม ที่แสดงพระธรรมเทศนา และที่นิพพานของพระพุทธเจ้า”(พุทธสถานในชมพูทวีป,เสถียร พันธรังษี หน้า ๖๕ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖)
ส่วนจดหมายเหตุของหลวงจีนถังซำจั๋ง(สมณจีนเฮี้ยนจัง ,หรือ ย่วนฉาง) มีกล่าวไว้ว่า
“ไปทางทิศตะวันออกของมหาโพธิมณฑล มีวิหาร(สถูป)ใหญ่หลังหนึ่ง มีความสูงประมาณ ๑๖๐ ถึง ๑๗๐ ฟุต ตรงฐานล่างเป็นกำแพงกว้างประมาณสัก ๒๐ ก้าว หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย หลังคาวิหารมุงด้วยกระเบื้องสีฟ้า ตามช่องบนองค์วิหาร(สถูป)แต่ละชั้น มีพระพุทธรูปทองคำแต่ละช่องโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ มีลวดลายสลักงดงามมาก ฯลฯ”
ต่อจากนั้นก็มีการพรรณนาถึงช่องต่างๆโดยรอบองค์สถูปว่าบางช่องมีรูปฤาษี บางช่องมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บางช่องมีพระพุทธรูป บางช่องมีลักษณะคล้ายถ้ำที่จะเข้าไปบำเพ็ญเพียรได้ บางช่องมีรูปพระเมตไตรย์ และช่องใดประดับด้วยริ้วเงินริ้วทองหรือก่อด้วยศิลาอ่อนสีใด ก็เขียนไว้ชัดเจนหมด
อนึ่งในจดหมายเหตุนั้นอ้างที่ตั้งของวิหารสถูปในปัจจุบันไว้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้สร้างไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาภายหลังสมัยพระเจ้าอโศก มีพราหมณ์ผู้ทรงปัญญาและศรัทธามาก่อเพิ่มเติมขึ้นไว้ใหญ่โตกว่าเก่า(จากหนังสือBuddhist records of the western world part 2 หน้า ๑๑๘-๑๑๙)
ในบางตำรากล่าวว่า พระเจ้าหุวิชกะทรงสร้างต่อมาจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและมีการซ่อมแซมบูรณะโดยผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
เรื่อยมาและมีกษัตริย์มินดงแห่งพม่าก็มีส่วนในการบูรณปฏิสังขรณ์เช่นกัน นี้เป็นข้อความที่อธิบายถึงประวัติของที่ไปที่มาของเจดีย์พุทธคยาหรือเจดียสถานที่ตรัสรู้
ในขณะที่เดินไปด้านข้างของพระเจดีย์พุทธคยาก็ได้ชมความงามของพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์องค์เล็กๆที่อยู่ตามช่องรอบๆองค์พระเจดีย์พร้อมลวดลายแกะสลักที่สวยงาม เดินไปถึงด้านหลังก็เห็นทั้งพระทั้งฆราวาสหลายชาติหลายภาษากำลังนั่งสวดมนต์บ้าง นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมรอบองค์พระเจดีย์บ้าง พอเราหันไปมองก็ได้รับไมตรีอันเป็นมิตรด้วยการยิ้มและก้มศีรษะน้อมเบาๆให้ แสดงการทักทายและความเป็นมิตรอย่างบริสุทธิ์ใจ ทุกคนอยู่ในอาการสงบสำรวม หน้าตาเบิกบานสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใสได้พบเห็นแล้วมีความรู้สึกว่าทุกคนเหมือนพี่น้องจากครอบครัวเดียวกันทำให้ใจแช่มชื่นเบิกบานไปด้วย คงเป็นเพราะทุกคนที่มามีความศรัทธาอันแน่วแน่ในพระพุทธเจ้าและเมื่อเจอกันที่นี่จึงทำให้คิดว่าคนที่มาที่นี่ก็มีศรัทธาอย่างสูงต่อพระพุทธองค์จึงทำให้ความไว้วางใจต่อกันมีมากและง่ายต่อความเข้าใจกันแม้ไม่เคยเห็นหน้าและไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม ทำให้นึกถึงพุทธศาสนสุภาษิตที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า สุขา สทฺธา ปติฏฺฐิตา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วนำสุขมาให้
ต้นพระศรีมหาโพธิ์จะอยู่ด้านหลังขององค์พระเจดีย์อาจจะกล่าวได้ว่าติดกับองค์พระเจดีย์เลยก็ว่าได้ เพียงแต่ต้นนั้นเอนหลีกออกมาทางตะวันตก เพราะด้านที่เป็นองค์พระเจดีย์นั้นเป็นทิศตะวันออกจึงบดบังแสงอาทิตย์ตอนเช้า กิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์แตกสาขาออกทั้ง ๓ ด้านคือด้านทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ รัศมีประมาณ ๑๐ เมตรเศษๆตามที่กะเอาด้วยสายตา ความสูงก็ประมาณเพียงแค่ครึ่งหนึ่งขององค์พระเจดีย์เท่านั้นเอง ลำต้นตรงโคนนั้นโตประมาณ ๒ คนโอบเห็นจะได้ถูกปลูกยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณเกือบๆเมตรมีผ้าหลากสี ธงทิวที่เรียกว่าธงฉัพพรรณรังสีผูกและโยงรอบๆโคนต้น ธงฉัพพรรณรังสีนั้นเป็นธงสัญลักษณ์ประจำขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกที่ใช้ตัวย่อว่า พสล.ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทยเรานี่เอง องค์การนี้มีชาวพุทธทั่วโลกเป็นสมาชิก ที่เรียกว่าฉัพพรรณรังสีก็แปลว่า มีสีทั้งหมด ๖ สี ซึ่งได้คิดนำมาจากตอนที่พระพุทธเจ้า
ตรัสรู้แล้วมีแสงรัศมีเปล่งออกมาจากพระวรกายทั้งหกสีก็ประกอบด้วย สีน้ำเงิน เหลือง แดงเข้ม ขาว ส้มและสีที่ ๖ ก็เกิดจากการรวมกันของ ๕ สีข้างต้นนั่นเอง ดังนั้นรูปแบบของธงก็จะเป็นแผ่นผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านบนที่เป็นที่ร้อยเข้ากับเชือกเพื่อจะแขวนนั้นจะเป็นสีเป็นแถบๆแนวนอนเริ่มจากสีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดงเข้ม สีขาวและสีส้ม ถัดมาก็เป็นแถบแนวยืนที่มีแถบสีทั้ง ๕เรียงจากซ้ายมาขวาคือ น้ำเงิน เหลือง แดงเข้ม ขาวและส้มนี่เป็นสิ่งแวดล้อมที่พอมองเห็นนำมาบอกเล่าให้ฟัง ส่วนเสียงสวดมนต์ผ่านเครื่องขยายก็ยังดังอยู่ตลอดเพียงแต่สลับเปลี่ยนเสียงจากทำนองสวดของพระอินเดียมาเป็นเสียงสวดทำนองของธิเบต ซึ่งทราบว่ามีการสลับเวลาการสวดมนต์ของชาวพุทธเป็นประจำที่นี่มานานแล้ว เดินไปเดินมาอยู่แถบใต้ร่มเงาพระศรีมหาโพธิ์ก็เลยเดินชะโงกคอเข้าไปดูที่โคนต้นเห็นมีป้ายเขียนบอกเอาไว้เป็นภาษาฮินดี อาตมาก็พออ่านได้นิดหน่อยบางตัวแต่แปลไม่ออก ซึ่งภาษาฮินดีนี้เป็นภาษาราชการของอินเดีย และยังมีภาษาอังกฤษอีกภาษาที่ติดเอาไว้ก็เลยแปลความได้ว่า ๑.โปรดอย่างเด็ดใบจากต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ (Please do not pluck leaves from sacred Bo tree) ๒. ห้ามเอาดินจากบริเวณพื้นโคนต้นโพธิ์ (Do not have soil from Bo tree ground) ๓. กรุณาช่วยกันรักษาต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย (Kindly save the sacred Bodhi tree) ที่บอกว่าต้องชะโงกคอเข้าไปดูนั้นเพราะมีการทำรั้วปิดกั้นไม่ให้มีการเข้าไปถึงโคนต้นโพธิ์เสียแล้ว เข้าใจว่าคงจะเพิ่งปิดประตูมาไม่นาน เพราะเมื่อก่อนที่เคยมานั้นสามารถเข้าไปถึงโคนต้นได้เลย และเมื่อให้คนเข้าไปถึงโคนต้นได้นั่นก็ทำให้เป็นผลให้เกิดมีป้ายเขียนเอาไว้ดังที่ว่าให้ฟังไปแล้วเพราะอะไรรู้ไหม ? ก็เพราะได้มีการขุดดินแล้วเก็บไว้เป็นที่ระลึกกลับบ้านตัวเองโดยเฉพาะคนไทยเพื่อเอามาเป็นส่วนผสมในการสร้างพระเครื่อง เมื่อทุกคนที่มาซึ่งปีหนึ่งๆมีจำนวนมากมายนับไม่ได้นั้น ถ้าในจำนวน เพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซนต์ของคนที่มาจะขุดเอาดินใต้โคนไปทุกปีทุกปีคนละกำมือแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบต่อความเจริญเติบโตของต้นพระศรีมหาโพธิ์อย่างแน่นอนดังนั้นผู้ดูแลซึ่งก็มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่คอยดูแลอยู่ก็คงตระหนักในเรื่องนี้ อันที่จริงผู้จาริกแสวงบุญน่าจะคิดบ้างว่าจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์บ้าง แต่ก็เป็นธรรมดาคนเรานั้นมีปัญญาและความคิดไม่เท่ากันที่พระพุทธเจ้าได้ดำริและทรงคิดเปรียบเทียบในการที่จะนำผลจากการตรัสรู้ธรรมของพระองค์มาเผยแผ่และบอกกล่าวนั้น ยังต้องแยกคนออกเป็น ๓ เหล่าซึ่งมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ในโพธิราชกุมารสูตรว่า
“เปรียบบุคคลด้วยดอกบัว ๓ เหล่า
[๕๑๑] ดูกรราชกุมาร ครั้นอาตมภาพทราบว่าท้าวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ.
เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ
ก็ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มีมีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยาก
ก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ
บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น
ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มีมีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยาก
ก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี”
ซึ่งในความหมายนี้ก็คือการพยายามที่จะให้มองในแง่ดีเข้าไว้ว่า คนเรานั้นมีสติปัญญาหรือวิธีคิดไม่เหมือนกัน การจะให้คนอื่นมาคิดเช่นที่เราคิดนั้นมันคงจะไม่ได้ดังที่ใจเราคิดแน่ เราคิดว่าทำไมเขาทำอย่างนี้นะ ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้หละ ทำไมเขาคิดไม่เหมือนเรา เหมือนดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาส แห่งสวนโมกข์ได้เขียนเป็นบทกลอนสอนใจไว้ว่า
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขาจงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย จะหาคน มีดี โดย
ส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยว ค้นห า สหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ
เอาละคราวนี้ก็วกกลับมาเล่าถึงเรื่องราวที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต่อ ใกล้ๆกับโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์จะมีแท่นหินลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับองค์พระเจดีย์ จากข้อมูลต่างๆนั้นบอกว่า ทำจากหินทราย ยาว ๗ ฟุต ๑๐ นิ้วครึ่ง กว้าง ๔ ฟุต ๗ นิ้วครึ่ง หนา ๖ นิ้วครึ่ง แกะสลักเป็นรูปหัวแหวนเพชร ด้านทิศใต้ และเหนือแกะเป็นรูปดอกบัวที่อยู่กลางระหว่างหงส์ ๒ตัวที่กำลังก้มหัวลงเหมือนลักษณะการหาอาหารหรือจิกอาหารกิน ส่วนทิศตะวันตกเป็นรูปดอกมณฑารพ แท่นนี้มีความสูงจากพื้นประมาณ ๓-๔ ฟุตเห็นจะได้ พอพูดถึงดอกมณฑารพที่อยู่ด้านข้างของแท่นหินนั้นเลยทำให้นึกถึงพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เมื่อคราวที่ผู้เขียนเดินทางไปเรียนที่อินเดียแล้วถ่ายเป็นภาพวีดีโอกลับมาเปิดให้ท่านดู โดยได้ดึงภาพของดอกมณฑารพเข้ามาในกล้องทำให้เห็นได้ชัดเจนมาก พอภาพเคลื่อนไหวจับมาถึงดอกมณฑารพนี้ ท่านก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “ดอกไม้นี่แหละผมเคยเห็นเพราะมีคนเอามายื่นให้ถือแต่ผมไม่ถือและไม่รับ ในตอนที่ป่วยหนักและทุกคนบอกว่าผมนิ่งไปนานมากนึกว่าตายแล้ว แต่ผมกลับฟื้นขึ้นมาอีกที ผมยังจำดอกไม้นั้นติดตาจนทุกวันนี้และมาเห็นวันนี้แหละจึงนึกขึ้นได้” ท่านที่พูดก็คือ พระครูธรรมกิจโกศล หรือพระอาจารย์นอง วัดทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานีนี่เอง ผู้เขียนเอาภาพให้ท่านดูเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จำไม่ได้ว่าเป็นช่วงไหนของปี
แท่นหินนี้มีชื่อว่า แท่นวัชรอาสน์หรือ รัตนบัลลังก์ซึ่งคำว่า วัชรอาสน์นี้แปลว่า ที่นั่งของบุรุษใจเพชร และคำว่ารัตนบัลลังก์ก็แปลว่า ที่นั่งอันประเสริฐ(ซึ่งคำว่ารัตนนั้นถือว่าเป็นอัญมณีที่มีค่าอย่างหนึ่งในสมัยนั้นเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ากับบุคคลที่สูงส่งเป็นที่เคารพโดยกว้างขวาง จึงยกย่องว่าที่นั่งของพระมหาบุรุษนี้เป็นรัตนบัลลังก์นั่นเอง เมื่อเล่ามาถึงแท่นวัชรอาสน์ก็คงต้องเล่าที่มาที่ไปของแท่นนี้สักหน่อยว่าเป็นมาอย่างไร
แท่นที่เห็นนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชคือเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๐ เศษ(อาจเป็น พ.ศ.๒๑๘, หรือ พ.ศ. ๒๓๔หรืออาจจะ พ.ศ. ๒๘๗) เพื่อเป็นอนุสรณ์ในคราวที่พระพุทธองค์ประทับก่อนตรัสรู้ ในหนังสือพุทธประวัติ ฉบับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงนิพนธ์ให้เห็นถึงขณะที่ประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไว้ว่า
“ครั้นเวลาเย็นเสด็จมาสู่ต้นพระมหาโพธิ ทรงรับหญ้าคาของคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ ถวายในระหว่างทาง ทรงลาดหญ้าต่างบัลลังก์ ณ ควงพระ
มหาโพธิด้านปราจีนทิศแล้ว เสด็จนั่งขัดสมาธิ ผันพระพักตร์ทางบุรพทิศ ผันพระปฤษฎางค์ทางลำต้นพระมหาโพธิ ทรงอธิษฐานในพระหฤทัยว่า “ยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด จักไม่เสด็จลุกขึ้นเพียงนั้น พระมังสะและพระโลหิตจะแห้งเหือดไปเหลือแต่พระตจะ พระนหารุ(เอ็น)และพระอัฐิก็ตามที ในสมัยนั้น พระยามารเกรงว่า พระมหาบุรุษจะพ้นจากอำนาจแห่งตน จึงยกพลเสนามารมาผจญ แสดงฤทธิ์มีประการต่างๆเพื่อจะยังพระมหาบุรุษให้ตกพระทัยกลัวแล้วจะเสด็จหนีไป พระองค์ทรงนึกถึงพระบารมี ๑๐ ทัศที่ได้ทรงบำเพ็ญมา ตั้งมหาปฐพีไว้ในที่เป็นพยาน เสี่ยงพระบารมี ๑๐ ทัศนั้นเข้าช่วยผจญ ยังพระยามารกับเสนาให้ปราชัย แต่ในเวลาพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตแล้วบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม ได้ทิพพจักษุญาณในมัชฌิมยาม ทรงใช้พระปัญญาพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายเกิดฝ่ายดับ สาวหน้าสาวกลับไปมาในปัจฉิมยาม ก็ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณในเวลาอรุณขึ้น”(อธิบายก่อนต่อไปเรื่องอื่น)จบเมื่อ ๒๓ เม.ย.
หันไปเห็นผู้จาริกแสวงบุญหลายคนหลายชาติเดินเข้ามาที่ริมเสารั้วที่กั้นต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านทิศตะวันตกก้มศีรษะให้สัมผัสไปยังเสารั้วแล้วก็เดินสวดมนต์ต่อไป ซึ่งการเอาศีรษะแตะหรือสัมผัสนี้เป็นการแสดงความเคารพอีกวิธีหนึ่งที่พบเห็นในพุทธสถานต่างๆซึ่งบางทีเราเห็นเขาทำดูแล้วเกิดศรัทธามากก็เลยทำตามเขามั้ง จนกลายเป็นว่าผู้เขียนติดเป็นนิสัยแล้วต้องใช้วิธีนี้เสมอๆ คราวนี้คณะก็เลี้ยวออกไปทางซ้ายมือทางด้านทิศตะวันตกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต่างคนก็ต่างหาที่นั่งกัน ได้ที่นั่งบนทางเท้าที่ปูด้วยหินอ่อนภายใต้กิ่งของต้นโพธิ์ พระผู้เป็นผู้นำก็นำสวดมนต์แข่งกับเสียงสวดมนต์ของพระธิเบตที่ส่งกระจายเสียงผ่านลำโพงซึ่งดังมาก
และคณะของเราก็ไปนั่งตรงด้านที่ลำโพงหันหน้ามาซะด้วย การสวดก็เลยไม่ค่อยมีสมาธิเท่าที่ควรแต่ทุกคนก็ใช้ความพยายามอย่างที่สุดจนจบด้วยการใช้เวลาสวดประมาณ ๓๐ นาทีเศษๆ ผู้เขียนเองก็ยังคิดอยู่ว่าแล้วจะนำสวดมนต์กันไปทำไม ในเมื่อมันไม่มีสมาธิก็ควรจะนั่งสมาธิฟังเสียง
สวดมนต์จากลำโพงไม่ดีกว่าหรือ ? เป็นคำถามที่ไม่มีเสียงจึงไม่มีคำตอบจากใครๆ พูดอะไรไม่ได้เพราะเราไม่ใช่ผู้นำคณะตัวจริงก็เลยปล่อยเลยตามเลยสวดก็สวด ใครสวดได้ก็สวดใครสวดไม่ได้ก็ทนนั่งฟังไปทำใจเอาก็แล้วกัน ผู้เขียนหยิบโทรโข่งมาได้๑ ตัวซึ่งผู้เขียนนั่งอยู่ในตอนท้ายของคณะเพื่อจะดูแลคณะทางด้านหลังด้วยเลยยกโทรโข่งมาสวดใส่แข่งไปเลยก็พอได้ผลบ้างนิดหน่อย ภาษานักบริหารเขาเรียกว่าเป็นจิตวิทยาเรียกขวัญและกำลังใจว่างั้นเถอะ เมื่อตั้งหน้าตั้งตาสวดแข่งกับเครื่องขยายเป็นเวลาเกือบ ๓๐ นาทีเศษๆ แล้วทุกคนก็เลิกสวด ลุกขึ้นเดินกลับเข้ามาในรั้วชั้นในสุดของวิหารเพื่อเดินไปรอบๆองค์พระเจดีย์ แต่ก่อนจะเดินนั้นก็แหงนหน้ามองต้นโพธิ์คิดไปคิดมาถ้าอย่างนี้คงต้องเล่าเรื่องของต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ฟังซะหน่อย เมื่อพูดถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็ขอเล่าประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่มีการบันทึกไว้เสียเลยซึ่งมีประวัติที่อาจารย์เสฐียร พันธรังสีซึ่งเป็นนักการศาสนาและนักเขียนท่านหนึ่งในอดีตที่ล่วงลับไปแล้วเขียนเล่าเอาไว้ในหนังสือพุทธสถานในชมพูทวีปซึ่งเล่าเอาไว้ดังนี้
(รออ่านตอนที่ ๔ ต่อนะครับ)